โบรกเกอร์หุ้นไทย ไม่มีขั้นต่ำ ค่าธรรมเนียมซื้อขายถูก ปี 2026

โบรกเกอร์หุ้นไทย ไม่มีขั้นต่ำ ค่าธรรมเนียมซื้อขายถูก ปี 2026
Table of Contents

โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ําในปี 2026 การเลือกโบรกเกอร์หุ้นสำหรับมือใหม่ไม่ใช่แค่ดูว่าเปิดบัญชีง่ายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาทั้งค่าธรรมเนียมซื้อขาย, ความคุ้มค่า และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินทุนไม่สูงมาก

บทความนี้ คุณน้าได้รวบรวมรายชื่อโบรกเกอร์หุ้นไทยที่ไม่มีขั้นต่ำ และคิดค่าธรรมเนียมซื้อขายถูก พร้อมวิเคราะห์จุดเด่น เงื่อนไขการเปิดบัญชี และเปรียบเทียบข้อมูลแบบชัดเจนในตารางเดียว เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของคุณมากที่สุดค่ะ

*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


โบรกเกอร์หุ้น คือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างนักลงทุนกับตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนไม่สามารถซื้อขายหุ้นได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เพื่อทำธุรกรรมผ่านระบบของบริษัทหลักทรัพย์นั้น ๆ

นอกจากหุ้นแล้ว โบรกเกอร์บางแห่งยังให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ เช่น กองทุนรวม, อนุพันธ์ หรือหุ้นต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับประเภทใบอนุญาตและบริการของแต่ละบริษัท


นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นไทยได้ผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยจะต้องเปิด ‘บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์’ กับบริษัทหลักทรัพย์ก่อน จึงจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ค่ะ หลังจากเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว สามารถซื้อขายหุ้นได้ผ่านช่องทางหลัก ดังนี้

  • เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของโบรกเกอร์ที่ใช้บริการ
  • ระบบ Streaming ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นยอดนิยมในตลาดหุ้นไทย
  • ช่องทางอื่น ๆ ที่โบรกเกอร์ให้บริการ เช่น เจ้าหน้าที่การตลาด (Marketing)


สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับหน้าจอการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ หรือขั้นตอนการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นอย่างถูกต้อง คุณน้าได้สรุปวิธีใช้งาน Streaming แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่การเข้าสู่ระบบ, การค้นหาหุ้น ไปจนถึงการส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อให้คุณเริ่มต้นลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ห้ามพลาด!


หากต้องการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือพอร์ตหุ้น นักลงทุนจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ดังนี้

  • ชุดเอกสารขอเปิดบัญชี
  • บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ด้านหน้าและด้านหลัง)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ–สกุล (กรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล)
  • สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (สำหรับผูกบัญชีเพื่อรับหรือโอนเงิน)
  • เอกสารแสดงรายได้หรือรายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) ประมาณ 3 เดือน เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเหมาะสมในการลงทุน

ทั้งนี้ เอกสารที่ใช้ในการเปิดพอร์ตอาจแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งอาจไม่ต้องใช้สำเนาทะเบียนบ้านหรือสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ (e-KYC) ได้เลย ดังนั้น ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับโบรกเกอร์ที่ต้องการใช้บริการโดยตรงอีกครั้งค่ะ


ข้อควรรู้ก่อนเปิดพอร์ตหุ้น

ผู้สมัครเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม หากอายุต่ำกว่าเกณฑ์ อาจสามารถเปิดบัญชีได้โดยมีผู้ปกครองให้ความยินยอมตามเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ค่ะ


1. เลือกโบรกเกอร์หุ้นที่ต้องการเปิดพอร์ต

เมื่อเลือกโบรกเกอร์หุ้นที่ต้องการใช้บริการได้แล้ว ให้เข้าไปที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของโบรกเกอร์นั้น ๆ จากนั้นเลือกเมนูสำหรับเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์

2. กรอกข้อมูลและยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย

กรอกข้อมูลส่วนตัวตามที่ระบบกำหนด พร้อมยืนยันอีเมลและอัปโหลดเอกสารประกอบการสมัคร จากนั้นทำการยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ (e-KYC) ตามขั้นตอนของโบรกเกอร์

3. รอการอนุมัติการเปิดพอร์ต

หลังจากส่งข้อมูลครบถ้วนแล้ว โบรกเกอร์จะตรวจสอบและอนุมัติบัญชี โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1–3 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับโบรก) เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว นักลงทุนจะได้รับเลขที่บัญชีซื้อขาย, Username, วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และคู่มือการใช้งานระบบ


เป็นธรรมดาที่เราจะมองหาผู้ให้บริการที่ดีที่สุด แต่การจะดูว่าโบรกเกอร์ไหนดีนั้น มีเกณฑ์ที่ควรนำมาพิจารณา ดังนี้ค่ะ

1. การกำกับดูแล

โบรกเกอร์จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งทำหน้าที่คอยกำกับดูแลตลาดทุน ทั้งสินค้า/บริการ และผู้ประกอบการให้เป็นไปอย่างถูกต้องค่ะ

2. ค่าธรรมเนียม

เราจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าให้แก่โบรกเกอร์ในการใช้บริการ ซึ่งจะมีอัตราการเรียกเก็บที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์ โดยค่าธรรมเนียม 3 ส่วนหลัก ๆ ที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย: จำนวนเงินที่นักลงทุนจะต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์เมื่อซื้อขายหน่วยลงทุน โดยจะเสียค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของโบรกเกอร์
  • ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ: จำนวนเงินที่นักลงทุนจะต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์เมื่อมีการซื้อขายต่อวัน
  • ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม: จำนวนเงินที่นักลงทุนจะต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์เพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น

3. ผลิตภัณฑ์ที่ให้ซื้อขาย

โบรกเกอร์แต่ละรายมีการให้บริการผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน หากเราต้องการลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ ควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ก่อนตัดสินใจเปิดใช้บริการค่ะ

4. เครื่องมือการซื้อขายที่ให้บริการ

เครื่องมือการซื้อขายที่โบรกเกอร์อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้านั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความสะดวกในการใช้งานที่แตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบเครื่องมือที่โบรกเกอร์ให้บริการกันด้วยนะคะ

5. การให้บริการหลังการขาย

นอกจากระบบซื้อขายแล้ว ควรพิจารณาด้วยว่าโบรกเกอร์มีบริการเสริมอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งเอกสาร, การดำเนินการส่งคำสั่งซื้อขาย, การแจ้งเตือนต่าง ๆ ตลอดจนบทวิเคราะห์และสื่อการสอนที่โบรกเกอร์มอบให้แก่ลูกค้านั้นมีความเหมาะสมหรือไม่


ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นไม่ได้มีการกำหนดอัตราแบบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้ค่ะ

1. ประเภทของบัญชีหุ้น

บัญชีแต่ละประเภทมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน เช่น บัญชี Cash Balance ซึ่งซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ มักมีค่าคอมมิชชันต่ำกว่าบัญชีที่ส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด

โดยทั่วไป บัญชีซื้อขายหุ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

1. Cash Balance: บัญชีที่ต้องฝากเงินสดเต็มจำนวนกับทางโบรกเกอร์ก่อนจึงจะสามารถซื้อขายหุ้นได้ค่ะ โดยบัญชีประเภทนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เนื่องจากเป็นบัญชีที่ค่าคอมมิชชันต่ำ และที่สำคัญช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนลงทุนเกินจำนวนเงินที่ฝากไว้นั่นเองค่ะ

2. Cash Account: บัญชีที่ต้องวางหลักประกันเป็นหุ้นหรือเงินสดอย่างน้อย 20% ของมูลค่าคำสั่งซื้อจึงจะสามารถซื้อหุ้นได้ และหลังจากนั้น นักลงทุนต้องโอนเงินสดเต็มจำนวนให้กับทางโบรกเกอร์ภายใน 2 วันทำการ (T+2) ซึ่งหากไม่โอนภายในระยะเวลาที่กำหนดจะต้องเสียค่าปรับค่ะ สำหรับข้อดีของบัญชีหุ้นประเภทนี้ ก็คือ มีความยืดหยุ่นในการซื้อขายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

3. Credit Balance: บัญชีที่นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินกับโบรกเกอร์เพื่อไปซื้อหุ้นได้ค่ะ ซึ่งบัญชีประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘บัญชี Margin’ โดยนักลงทุนต้องวางหลักประกันเป็นหุ้นหรือเงินสดตามเงื่อนไขที่ทางโบรกเกอร์กำหนดไว้ อีกทั้งทางโบรกเกอร์จะคิดดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมด้วยค่ะ 

สำหรับจุดเด่นของ Credit Balance คือ นักลงทุนสามารถเพิ่มอำนาจในการซื้อหุ้นได้มากขึ้น เพราะสามารถซื้อหุ้นได้ในจำนวนที่มากกว่าเงินที่คุณมีอยู่

2.นโยบายการคิดค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์

โบรกเกอร์หุ้นแต่ละรายมีการคิดค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน ทั้งในรูปแบบขั้นต่ำต่อวัน และอัตราเปอร์เซ็นต์ตามมูลค่าซื้อขาย โดยทั่วไปจะใช้ระบบขั้นบันได (Sliding Scale) กล่าวคือ ยิ่งมูลค่าการซื้อขายสูง อัตราค่าธรรมเนียมต่อรายการอาจลดลง

3. ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์

นอกจากค่าคอมมิชชัน ยังมีค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์ต้องนำส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียมตลาด, ค่าชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

4. ช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขาย

การส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตหรือแอปพลิเคชัน มักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่หรือผู้แนะนำการลงทุนค่ะ

5. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

โบรกเกอร์จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น เพื่อนำส่งให้ภาครัฐ โดยปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7%


ปัจจุบัน มีโบรกเกอร์หุ้นที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปิดให้บริการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้

AIRA

บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)

ASL

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด

ASPS / ASP

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด

BLS

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

BYD

บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)

CGSI

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

CLSA

บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด

CST

บริษัท หลักทรัพย์ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย) จำกัด

DAOLSEC

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

DBSV

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

FSS

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

IVG

บริษัทหลักทรัพย์ ไอ วี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

JPM

บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด

KGI

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

KINGSFORD

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน)

KKPS

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

KS

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

KSS

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)

KTX

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด

LHS

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

LIB

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

MST

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

PI

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)

PST

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

SBITO

บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด

TISCO

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

TNS

บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน)

TRINITY

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

UOBKH

บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบีเคย์เฮียน

YUANTA

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

Z

บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดบัญชีและเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของบริษัทโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ทางการ หรือสอบถามข้อมูลกับบริษัทโดยตรงก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีค่ะ


SBITO

0.02% – 0.075%

ไม่มีขั้นต่ำ

LIB

0.0499%

ไม่มีขั้นต่ำ

Z

0.065%

ไม่มีขั้นต่ำ

KS

0%

ไม่มีขั้นต่ำ

BLS

0.157%

ไม่มีขั้นต่ำ

FSS

0.15% – 0.25%

ไม่มีขั้นต่ำ

GLOBLEX

0.20%

ไม่มีขั้นต่ำ

KINGSFORD

0.15% – 0.25%

ไม่มีขั้นต่ำ

YUANTA

0.157% – 0.257%

ไม่มีขั้นต่ำ

KKPS

0.25%

ไม่มีขั้นต่ำ

CGSI

0.157% – 0.257%

ไม่มีขั้นต่ำ

DAOLSEC

0.18% – 0.25%

ไม่มีขั้นต่ำ

KTX

0.157% – 0.257%

ไม่มีขั้นต่ำ


LHS

0.15% – 0.25%

30 บาท

BYD

0.14%

50 บาท

PI

0.20%

50 บาท

PST

0.15% – 0.20%

50 บาท

TISCO

0.15% – 0.20%

50 บาท

AIRA

0.15% – 0.20%

50 บาท

ASL

0.15% – 0.25%

50 บาท

ASP

0.18% – 0.25%

50 บาท

DBSV

0.11% – 0.15%

50 บาท

INVX

0.15% – 0.25%

50 บาท

IVG

0.15% – 0.25%

50 บาท

KGI

0.157% – 0.257%

50 บาท

KSS

0.10% – 0.25%

50 บาท

MBKET

0.107% – 0.227%

50 บาท

TNS

0.157% – 0.257%

50 บาท

TRINITY

0.157% – 0.257%

50 บาท

UOBKH

0.157% – 0.257%

50 บาท


หมายเหตุ: อัตราค่าธรรมเนียมที่แสดงในตารางข้างต้น ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (SET Trading Fee) ในอัตรา 0.005% ของมูลค่าการซื้อขาย
2. ค่าธรรมเนียมการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (TSD Clearing Fee) ในอัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อขาย
3.ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล (Regulatory Fee) ในอัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อขาย
4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ของค่าธรรมเนียมรวม

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อขายที่สำเร็จ (Matched Order) เท่านั้น หากไม่มีการซื้อขายหรือคำสั่งซื้อขายไม่ถูกจับคู่ จะไม่เกิดค่าธรรมเนียมในวันนั้นค่ะ


หมายเหตุเพิ่มเติม: อัตราค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่ง ผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจลงทุนค่ะ


AIRA

ASL

ASP

BLS

BYD

CGSI

DAOL SEC

DBSV

FSS

GLOBLEX

INVX

IVG

KGI

KINGSFORD

KKPS

KS

KSS

KTX

LHS

MST

PHILLIP (PST)

PI

SBITO

TISCO

TTB Wealth

(TNS)

TRINITY

UOBKH

YUANTA

Z


หมายเหตุ: รายละเอียดของแต่ละโบรกเกอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของบริษัท ผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดำเนินการเปิดบัญชี


สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่มีเงินทุนจำกัด และต้องการทยอยสะสมหุ้นครั้งละไม่มาก จนทำให้มูลค่าการซื้อขายต่อวันค่อนข้างต่ำ การเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำมักเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากกว่า เพราะช่วยควบคุมต้นทุนต่อรายการได้ดีกว่า และไม่ทำให้ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อดีลสูงเกินความจำเป็น

ในทางกลับกัน โบรกเกอร์ที่กำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในระดับที่กำหนดไว้เสมอ ไม่ว่ามูลค่าการซื้อขายจะสูงหรือต่ำเพียงใด เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมมีหลายองค์ประกอบ ไม่ได้คิดเฉพาะอัตราร้อยละเพียงอย่างเดียว

โบรกเกอร์ประเภทนี้มักเหมาะกับนักลงทุนที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันในระดับสูง เพราะเมื่อยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น อัตราค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อรายการจะลดลง ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมคุ้มค่าในระยะยาวกว่า


โบรกเกอร์ได้เงินจากอะไร?

โบรกเกอร์ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ได้รับรายได้หลักจาก ‘ค่าธรรมเนียม’ หรือที่เรียกว่า ‘ค่านายหน้า (Commission)’ ซึ่งเรียกเก็บจากนักลงทุนทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายหุ้น

เริ่มต้นเล่นหุ้นใช้เงินกี่บาท?

การลงทุนในหุ้นสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่ถึง 1,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ต้องการซื้อ หากเป็นหุ้นที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูง ต้นทุนเริ่มต้นก็จะยิ่งต่ำลง ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบริษัทและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ซื้อหุ้น 1 หน่วยหุ้นได้ไหม?

โดยปกติการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะซื้อเป็นหน่วยละ 100 หุ้น หรือที่เรียกว่า Board Lot แต่หากราคาหุ้นค่อนข้างสูง และไม่สะดวกซื้อครบ 100 หุ้น นักลงทุนสามารถซื้อขายในจำนวน 1–99 หุ้นได้ ซึ่งเรียกว่า ‘เศษหุ้น (Odd Lot)’ โดยทำรายการผ่านระบบ Streaming ได้ค่ะ

เปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี? ไม่มีขั้นต่ำ

โบรกเกอร์หุ้นที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในปี 2026 ได้แก่ SBITO, LIB, Z, KS, BLS, FSS, GLOBLEX, KINGSFORD, YUANTA, KKPS, CGSI, DAOLSEC และ KTX ทั้งนี้ ควรตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขค่าธรรมเนียมและโปรโมชันล่าสุดของแต่ละบริษัทก่อนตัดสินใจเปิดพอร์ต เพื่อให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณมากที่สุดค่ะ


จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายของโบรกเกอร์หุ้นไทยแต่ละรายมีความใกล้เคียงกันพอสมควร ดังนั้น การตัดสินใจเลือกจึงควรพิจารณาให้เหมาะกับลักษณะการลงทุนของตนเอง มากกว่าดูเพียงตัวเลขค่าธรรมเนียมอย่างเดียว

สำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้น หรือผู้ที่มีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างสูง การเลือกโบรกเกอร์ที่มีอัตราค่าธรรมเนียมในระดับต่ำและเหมาะสมกับปริมาณการเทรด จะช่วยลดต้นทุนสะสมในระยะยาว และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรสุทธิได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, Settrade และ Stock JourNoey

สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
บทวิเคราะห์คู่เงิน AUDUSD 10 เมษายน 2026
บทวิเคราะห์ AUDUSD วันที่ 10 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ AUDUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ USDCAD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 10 เมษายน 2026
วิเคราะห์ USDCAD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 10 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ USDCAD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2026
วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ GBPUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2026
วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ USDJPY ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy