ตามกฎใหม่ของกรมศุลกากร สินค้าออนไลน์ที่นำเข้าจากต่างประเทศจะถูกพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป จากเดิมที่เคยมีการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ผู้ที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นประจำ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รวมถึงปัญหาสินค้าติดค้างในกระบวนการตรวจปล่อยของกรมศุลกากร
บทความนี้คุณน้าจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน, ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้อง, วิธีการคำนวณภาษี ไปจนถึงตัวอย่างกรณีศึกษา เพื่อช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง วางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการนำเข้าสินค้าค่ะ

ภาษีนำเข้าคืออะไร?
ภาษีนำเข้า (Import Duty) คือ ภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ และเป็นแหล่งรายได้ของภาครัฐค่ะ
การจัดเก็บภาษีนำเข้าครอบคลุมสินค้าทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว, การนำเข้าเพื่อจำหน่ายต่อ หรือการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, AliExpress และ Amazon ทั้งนี้ หากสินค้านั้นเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องชำระภาษีนำเข้า รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบของกรมศุลกากร
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
การนำเข้าสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ไม่ได้มีเพียงภาษีรายการเดียวเท่านั้นค่ะ แต่โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับภาษีหลัก 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

1. ภาษีนำเข้า (ภาษีสินค้านำเข้า)
ภาษีนำเข้าจะคำนวณตามประเภทของสินค้า โดยแต่ละชนิดจะมีอัตราภาษีแตกต่างกันไป เช่น 0%, 5%, 10% หรือในบางกรณีอาจสูงกว่า 30%
ทั้งนี้ อัตราภาษีจะอ้างอิงจากพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสินค้าเป็นหลักค่ะ

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% มักถูกเรียกเก็บในเกือบทุกกรณี โดยจะคำนวณจาก
มูลค่าสินค้า + ค่าขนส่ง + ภาษีนำเข้า

3. ภาษีศุลกากร
ภาษีศุลกากรเป็นคำที่ใช้เรียกรวมภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในกระบวนการนำเข้าสินค้า เช่น
- ภาษีนำเข้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจำเป็นต้องชำระภาษีศุลกากร หมายถึงการเรียกเก็บภาษีมากกว่าหนึ่งรายการพร้อมกัน ไม่ได้จำกัดเพียงภาษีประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น
ภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์คำนวณจากอะไรบ้าง?
การคำนวณภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีการพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนี้ค่ะ
- ราคาสินค้าตามใบแจ้งหนี้ (Invoice)
- ค่าขนส่งจากต่างประเทศ
- ค่าประกันสินค้า
- ประเภทสินค้าตามพิกัดศุลกากร (HS Code)
- ประเทศต้นทางของสินค้า
ปัจจัยทั้งหมดนี้จะถูกรวมเรียกว่ามูลค่า CIF (CIF Value) ซึ่งย่อมาจาก
Cost (ราคาสินค้า) + Insurance (ค่าประกัน) + Freight (ค่าขนส่ง)
โดยกรมศุลกากรจะใช้มูลค่า CIF เป็นฐานในการคำนวณภาษีนำเข้า รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั่นเองค่ะ

ทำไมต้องปรับเกณฑ์การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์?
การปรับเกณฑ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้
- สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงกับผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้
- ผู้ประกอบการไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านภาษี, มาตรฐานสินค้า และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่สินค้านำเข้าบางส่วนสามารถหลีกเลี่ยงภาษีหรือค่าธรรมเนียม ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า
- สินค้านำเข้าบางประเภทไม่ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น ไม่มีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่ผ่านการรับรองคุณภาพ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภค
จากเหตุผลข้างต้นทำให้ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับเกณฑ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ให้มีความเหมาะสมและรัดกุมมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ
การคำนวณภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์

ขั้นตอนการคำนวณภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ จะเริ่มจากการคำนวณหามูลค่า CIF จากนั้นจึงนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณ อากรนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%
สูตรคำนวณมูลค่า CIF
CIF = Cost (ราคาสินค้า) + Insurance (ค่าประกัน) + Freight (ค่าขนส่ง)
ขั้นตอนการคำนวณภาษีนำเข้า
- คำนวณมูลค่า CIF
- คำนวณอากรนำเข้า โดยอัตราขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า (ตัวอย่างนี้สมมติที่ 10%)
- คิด VAT 7% จาก (มูลค่า CIF + อากรนำเข้า)
ตัวอย่าง
สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ มีรายละเอียด ดังนี้
- มูลค่าสินค้า: 5,000 บาท
- ค่าขนส่ง: 1,000 บาท
ขั้นตอนคำนวณ
- มูลค่า CIF = 5,000 + 1,000 = 6,000 บาท
- อากรนำเข้า 10% ของ 6,000 = 600 บาท
- VAT 7% ของ (6,000 + 600) = 462 บาท
สรุป
- ภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด = 1,062 บาท
- ราคาสุทธิรวมภาษี = 7,062 บาท
หมายเหตุ: อัตราอากรนำเข้าแตกต่างกันตามพิกัดสินค้าและประเทศต้นทาง
ผลกระทบของการเก็บภาษีออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก
การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งผู้บริโภค, แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยคุณน้าได้ทำการสรุปผลกระทบที่สำคัญได้ดังนี้
ผู้ซื้อทั่วไป
ราคาสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีการยกเว้นมูลค่าขั้นต่ำ และอาจถูกเรียกเก็บทั้งภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพียง 1 บาท
นักช็อปออนไลน์
นักช็อปออนไลน์ที่สั่งสินค้าชิ้นเล็กบ่อย ๆ กลุ่มนี้ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด เนื่องจากการสั่งซื้อสินค้าหลายชิ้นในราคาต่ำ อาจทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นจากภาษีและค่าธรรมเนียมที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละครั้ง
แพลตฟอร์ม E-commerce
แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada และ Temu มีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลสินค้าและมูลค่าให้กรมศุลกากร เพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบและคำนวณภาษีในระบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระด้านระบบและการจัดการข้อมูล
ผู้ประกอบการและ SME ภายในประเทศ
กลุ่มผู้ประกอบการในประเทศมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ด้านการแข่งขันมากขึ้น เนื่องจากสินค้านำเข้าไม่สามารถตั้งราคาต่ำผิดปกติโดยไม่เสียภาษีได้เหมือนในอดีต

จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์คือ ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าในประเทศไทย
เมื่อสินค้านำเข้าถูกบวกภาษีเพิ่ม ช่องว่างด้านราคาจะเริ่มแคบลง ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่คุณภาพใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ สินค้าที่ผลิตในไทยยังมีข้อได้เปรียบด้าน ระยะเวลาจัดส่งที่รวดเร็วกว่า ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าไทยแทนการรอสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
ข้อดี–ข้อเสียของการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก
ข้อดี
• สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
ผู้ประกอบการไทยและ SME ไม่เสียเปรียบสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่ต้องเสียภาษี
• เพิ่มรายได้ให้รัฐ
รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ครบถ้วนมากขึ้น นำไปใช้พัฒนาประเทศและสวัสดิการสังคม
• ลดปัญหาสินค้าราคาต่ำผิดปกติ
ช่วยควบคุมการทุ่มตลาดจากผู้ขายต่างประเทศที่ตั้งราคาต่ำเกินจริง
• คุ้มครองผู้บริโภค
สินค้านำเข้าจะถูกตรวจสอบมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานหรือไม่ได้รับรอง มอก.
ข้อเสีย
• ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น
ราคาสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าและ VAT
• กระทบผู้ที่สั่งของชิ้นเล็กหรือราคาถูก
แม้สินค้ามูลค่าไม่สูง ก็ต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก
• ขั้นตอนนำเข้าอาจซับซ้อนขึ้น
ผู้ซื้อบางรายอาจต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษีและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
• แพลตฟอร์ม e-commerce มีภาระเพิ่ม
ต้องเชื่อมต่อและส่งข้อมูลให้กรมศุลกากรเพื่อคำนวณภาษีอัตโนมัติ
ทำไมบางครั้งสั่งของราคาเท่ากัน แต่เสียภาษีไม่เท่ากัน?
หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งที่สั่งสินค้าราคาใกล้เคียงกันจากต่างประเทศ แต่กลับถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าไม่เท่ากัน สาเหตุสำคัญคือ ศุลกากรไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยสาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้
1. พิกัดสินค้า (HS Code) แตกต่างกัน
แม้ราคาสินค้าจะใกล้เคียงกัน แต่หากเป็นสินค้าคนละประเภท ก็อาจถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ต่างกัน ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าไม่เท่ากัน
2. ประเทศต้นทางไม่เหมือนกัน
สินค้าจากบางประเทศอาจได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า เช่น FTA ทำให้อัตราภาษีนำเข้าต่ำลง หรือได้รับการยกเว้นภาษี ในขณะที่สินค้าจากประเทศอื่นอาจต้องเสียภาษีในอัตราปกติ
3. วิธีการขนส่งแตกต่างกัน
การนำเข้าสินค้าผ่านไปรษณีย์ บริษัทขนส่งด่วน (Courier) หรือ Shipping Agent อาจมีวิธีการประเมินภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยอดภาษีสุดท้ายต่างกันได้
ดังนั้น แม้ราคาสินค้าหน้าร้านจะเท่ากัน แต่เมื่อรวมปัจจัยด้านพิกัดสินค้า, ประเทศต้นทาง และวิธีการขนส่งแล้ว ยอดภาษีที่ต้องชำระก็อาจแตกต่างกันได้ค่ะ
ภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ใครเป็นคนจ่าย?
เมื่อสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ หลายคนอาจสงสัยว่าภาษีนำเข้าและ VAT ใครเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดส่งและเงื่อนไขการขนส่งที่เลือกใช้ค่ะ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกรณีหลัก ๆ ดังนี้
1. ไปรษณีย์ไทย
ผู้รับสินค้าจะเป็นผู้ชำระภาษีนำเข้า, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในวันที่ไปรับพัสดุหรือเมื่อพัสดุถูกนำจ่าย
2. บริษัทขนส่งด่วน (Courier)
บริษัทขนส่งด่วน เช่น DHL, FedEx, UPS มักสำรองจ่ายภาษีนำเข้าให้ก่อน จากนั้นจะเรียกเก็บเงินจากผู้รับปลายทางภายหลัง พร้อมค่าบริการหรือค่าดำเนินพิธีการเพิ่มเติม
3. Shipping จากจีน หรือ Shipping Agent
ในบางกรณี ผู้ให้บริการอาจเสนอราคาภายใต้เงื่อนไข DDP (Delivered Duty Paid) ซึ่งหมายความว่า ราคาที่แจ้งไว้ ถูกรวมภาษีนำเข้าและ VAT แล้ว โดยผู้ขายหรือผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้ผู้รับปลายทางไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
คำแนะนำ: ก่อนสั่งซื้อหรือเลือกใช้บริการขนส่ง ควรสอบถามผู้ขายหรือ Shipping ให้ชัดเจนว่า ราคาที่แจ้งรวมภาษีนำเข้าและ VAT แล้วหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์
ภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ต้องเสียทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นต้องเสียทุกครั้ง โดยทั่วไป หากสินค้ามีมูลค่าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้น อาจไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ยังอาจถูกเรียกเก็บได้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า, วิธีขนส่ง และดุลยพินิจของศุลกากร
สั่งของจากต่างประเทศราคาไม่ถึง 1,500 บาท ต้องเสียภาษีหรือไม่?
ศุลกากรมีการเรียกเก็บภาษีตั้งแต่สินค้า 1 บาทขึ้นไป
ภาษีนำเข้า กับ ภาษีศุลกากร ต่างกันอย่างไร?
ภาษีนำเข้า คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากตัวสินค้าโดยตรงตามประเภทสินค้า ส่วน ภาษีศุลกากรเป็นคำเรียกรวม ซึ่งอาจหมายถึง ภาษีนำเข้า, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ในกระบวนการนำเข้าสินค้า ดังนั้นยอดที่ต้องจ่ายจริงมักมากกว่าภาษีเพียงรายการเดียว
ใครเป็นคนจ่ายภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์?
โดยทั่วไป ผู้รับสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษี แต่ในกรณีใช้บริการ Courier หรือ Shipping Agent บริษัทขนส่งอาจสำรองจ่ายให้ก่อน แล้วเรียกเก็บภายหลัง จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขว่าเป็นแบบ DDU หรือ DDP ก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง
สามารถหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าได้หรือไม่?
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้โดยผิดกฎหมาย แต่สามารถ วางแผนเพื่อลดภาษีนำเข้าอย่างถูกต้อง เช่น เลือกสินค้าที่มีอัตราภาษีต่ำ ใช้สิทธิ์ยกเว้นตามข้อตกลงการค้า (FTA) หรือเลือกผู้ให้บริการที่รวมภาษีไว้แล้ว ทั้งนี้ ไม่ควรแจ้งราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะเสี่ยงถูกปรับหรือยึดสินค้า
สรุปเกี่ยวกับภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์
ภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ เป็นเรื่องที่ผู้สั่งของจากต่างประเทศและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุน ค่าใช้จ่าย และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยภาษีที่มักเกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาษีนำเข้า ภาษีสินค้านำเข้า ภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งแต่ละรายการมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่แตกต่างกัน
การทำความเข้าใจอัตราภาษี ประเภทสินค้า และวิธีคำนวณอย่างถูกต้อง พร้อมตรวจสอบข้อมูลจาก เว็บไซต์ทางการของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร จะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียภาษีเกินจริง ป้องกันปัญหาสินค้าติดด่าน และช่วยให้วางแผนการสั่งซื้อหรือทำธุรกิจนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว หากต้องการนำเข้าสินค้าออนไลน์อย่างมั่นใจ การรู้เรื่อง ภาษีนำเข้า ไม่ใช่ภาระ แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณควบคุมต้นทุน สร้างกำไร และทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







