Options คือ สัญญาทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ให้ “สิทธิ” แก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง ณ ราคาและเวลาที่ตกลงกันไว้ค่ะ ในยุคที่ใครๆ ก็อยากเริ่มต้นตั้งตัวให้ไว คุณน้าเห็นมือใหม่หลายคนสนใจเครื่องมือนี้กันมาก ในบทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจพื้นฐานของ Options อย่างถูกต้องและปลอดภัยกันค่ะ!
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Options คืออะไร?
Options คือ สัญญาตราสารอนุพันธ์ทางการเงินชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ซื้อสัญญาจะได้รับ “สิทธิ” (แต่ไม่มีภาระผูกพัน) ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ณ ราคาที่ตกลงกันล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสัญญาประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มของ ตลาดอนุพันธ์ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า ตลาดอนุพันธ์คืออะไร กันแน่ ตลาดนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงหรือใช้สร้างโอกาสในการทำกำไรค่ะ
จุดเด่นสำคัญของ Options อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายค่ะ โดยผู้ซื้อสิทธิ (Buyer) จะจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่เรียกว่าค่า Premium เพื่อแลกกับสิทธิการเลือกว่าจะใช้สิทธิตามสัญญาหรือไม่ก็ได้ ในขณะที่ผู้ขายสิทธิ (Seller หรือ Writer) จะได้รับค่า Premium นั้นไป แต่ต้องแบกรับภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาหากฝั่งผู้ซื้อขอใช้สิทธิค่ะ
กลไกการทำงานของ Options Trading คืออะไร?
ในการเทรด Options สัญญาหลักๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งตอบสนองต่อทิศทางของราคาตลาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ค่ะ
- Call Option (สิทธิในการซื้อ): คือสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง ณ ราคาที่กำหนด มักนิยมใช้เมื่อคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์ในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
- Put Option (สิทธิในการขาย): คือสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ณ ราคาที่กำหนด มักนิยมใช้เมื่อคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์ในอนาคตจะปรับตัวลดลง
คุณน้าขอยกตัวอย่างการทำงานของ Options
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองนึกถึงการวางเงินจองคอนโดในชีวิตประจำวันดูนะคะ
สมมติว่าคุณน้าสนใจคอนโดโครงการหนึ่งราคา 2,000,000 บาท คุณน้าจึงจ่าย “เงินมัดจำจอง” เป็นจำนวน 50,000 บาท เพื่อล็อกสิทธิในการซื้อคอนโดนี้ที่ราคา 2,000,000 บาทภายในเวลา 3 เดือน เงินมัดจำ 50,000 บาทนี้ก็เปรียบเสมือนค่า Premium ของ Call Option นั่นเองค่ะ
- กรณีที่ 1 (ราคาคอนโดพุ่งขึ้น): ผ่านไป 3 เดือน คอนโดบริเวณนั้นได้รับความนิยมจนราคาตลาดพุ่งสูงเป็น 2,500,000 บาท คุณน้าก็ใช้สิทธิซื้อคอนโดในราคาเดิมตามสัญญาที่ 2,000,000 บาท แล้วนำไปขายต่อในราคาตลาด 2,500,000 บาท หักค่าจอง 50,000 บาทแล้ว คุณน้าก็จะได้กำไรสุทธิถึง 450,000 บาทค่ะ
- กรณีที่ 2 (ราคาคอนโดร่วงลง): หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ราคาคอนโดรอบข้างตกลงเหลือเพียง 1,500,000 บาท คุณน้าก็แค่เลือก “ไม่ใช้สิทธิ” ซื้อคอนโดในราคา 2,000,000 บาทตามสัญญา แล้วปล่อยให้เงินมัดจำนั้นหมดอายุไป ผลขาดทุนสูงสุดของคุณน้าในกรณีนี้จะจำกัดอยู่แค่ค่าจอง 50,000 บาทเท่านั้นค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า
1. ฝั่งผู้ซื้อ (Buyer) เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะจำกัดผลขาดทุนสูงสุดไว้แค่มูลค่า Premium ที่จ่ายไปตั้งแต่วันแรก
2. ฝั่งผู้ขาย (Seller) แม้จะได้เงินค่า Premium เข้าพอร์ตทันที แต่มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ไม่จำกัดหากราคาตลาดวิ่งสวนทางอย่างรุนแรงค่ะ
Options กับ สัญญา Futures คืออะไร ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งคู่จะเป็นตราสารในตลาดอนุพันธ์เหมือนกัน แต่ความแตกต่างทางกฎหมายและกลไกความเสี่ยงถือว่าต่างกันมากค่ะ หากเปรียบเทียบกับ สัญญา Futures สรุปเป็นตารางได้ดังนี้ค่ะ
| ประเด็นเปรียบเทียบ | สัญญา Options | สัญญา Futures |
|---|---|---|
| ภาระผูกพัน (Obligation) | ผู้ซื้อมี “สิทธิ” เลือกได้ว่าจะปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ | ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมี “ภาระผูกพัน” ต้องส่งมอบตามสัญญาเสมอ |
| ความเสี่ยงฝั่งผู้ซื้อ (Buyer) | ขาดทุนจำกัดสูงสุดไม่เกินค่า Premium ที่จ่ายไป | ขาดทุนได้ไม่จำกัดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด |
| ต้นทุนแรกเข้า | จ่ายค่า Premium ชัดเจนเต็มจำนวน | วางเงินมาร์จิ้น (Margin) เป็นหลักประกัน |
| ผลตอบแทนฝั่งผู้ซื้อ | ไม่จำกัด (ขึ้นอยู่กับราคาตลาด) | ไม่จำกัด (ขึ้นอยู่กับราคาตลาด) |
เล่น Options เสี่ยงไหม? ข้อควรระวังที่มือใหม่ต้องรู้
การทุ่มสุดตัวลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ มันเหมือนการขับรถเร็วโดยไม่ใส่เข็มขัดนิรภัยเลยนะคะ แม้ Options ฝั่งซื้อจะดูเสี่ยงต่ำเพราะขาดทุนจำกัด แต่ก็มีข้อควรระวังสำคัญที่ต้องรู้ค่ะ
- การลดลงของมูลค่าตามกาลเวลา (Time Decay): สัญญา Options มีวันหมดอายุที่ชัดเจน มูลค่าของสัญญาจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป แม้ราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนก็ตาม
- ความเสี่ยงสูงมากของผู้ขาย (Seller Risk): การเปิดสัญญาในฐานะผู้ขายเพื่อรับค่า Premium มีความเสี่ยงสูงมาก หากตลาดผันผวนผิดทาง อาจโดนลากขาดทุนหนักจนล้างพอร์ตได้ค่ะ
- ความซับซ้อนของราคา: ราคา Premium ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนวณจากความผันผวนของตลาด (Volatility) และระยะเวลาที่เหลือของสัญญาอีกด้วยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มือใหม่ควรเริ่มเทรด Options ในฐานะ Buyer หรือ Seller?
คุณน้าแนะนำให้เริ่มในฐานะผู้ซื้อ (Buyer) ก่อนเสมอค่ะ เพราะจำกัดผลขาดทุนสูงสุดไว้แค่ค่า Premium ที่จ่ายไป ต่างจากการเป็น Seller ที่มีความเสี่ยงขาดทุนแบบไม่จำกัดค่ะ
ค่า Premium ในการเทรด Options คืออะไร?
คือราคาหรือค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อสิทธิต้องจ่ายให้กับผู้ขายสิทธิ ณ วันเปิดสัญญา เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งสิทธิในการซื้อหรือขายตามเงื่อนไขที่กำหนดค่ะ
Options สามารถนำมาใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ได้อย่างไร?
นักลงทุนสามารถซื้อ Put Option ควบคู่กับการถือหุ้นในพอร์ตได้ค่ะ หากราคาหุ้นร่วงลงหนัก กำไรจากสัญญา Put Option จะช่วยชดเชยผลขาดทุนของหุ้นในพอร์ตได้นั่นเองค่ะ
สรุป Options คืออะไร
สรุปแล้ว Options คือ เครื่องมือการลงทุนที่มอบความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้เราสามารถเลือกรับ “สิทธิ” ในการซื้อขายเพื่อจำกัดความเสี่ยงหรือทำกำไรตามทิศทางตลาดได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาโครงสร้างของตลาดอนุพันธ์ และทดลองวางแผนความเสี่ยงให้รอบคอบก่อนเริ่มต้นลงทุนจริงเสมอนะคะ
การลงทุนมีความเสี่ยงและมีผันผวนสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: CBOE (Chicago Board Options Exchange) และ SET Financial Knowledge
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge








