ในโลกของการเทรด การทำกำไรไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถือออเดอร์ยาวหรือรอจังหวะใหญ่เพียงอย่างเดียว Scalping คือ หนึ่งในกลยุทธ์การเทรดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเทรดระยะสั้นที่เน้นการเข้าออกออเดอร์อย่างรวดเร็ว สามารถเปิดออเดอร์ได้หลายครั้งในหนึ่งวัน
บทความนี้ คุณน้าจะพาคุณไปรู้จักเทคนิคการ Scalping อย่างละเอียด ตั้งแต่พื้นฐาน, แนวคิด, Indicator ที่นิยมใช้ ไปจนถึงข้อควรระวัง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าการเทรดแบบ Scalping เหมาะกับคุณหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลยค่ะ
*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Scalping คืออะไร?
Scalping คือ กลยุทธ์การเทรดระยะสั้นมาก (Very Short-term Trading) โดยเน้นการเปิดและปิดออเดอร์ภายในเวลาไม่กี่นาที หรือบางครั้งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เป้าหมายของการเทรดแบบ Scalping คือ การทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย เช่น 3–10 จุดต่อออเดอร์ แต่จะทำการเทรดซ้ำหลายครั้งภายในวันเดียว
หัวใจสำคัญของการเทรดแบบ Scalping ไม่ใช่การลุ้นกำไรก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แต่คือ ความแม่นยำ, ความเร็ว และวินัย เทรดเดอร์ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ปิดกำไรตามแผนที่วางไว้ และไม่ปล่อยให้การขาดทุนลุกลามจนกระทบพอร์ตโดยรวม
Scalping เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่สามารถเฝ้าหน้าจอและติดตามกราฟได้ตลอดช่วงเวลาที่เทรด
- ผู้ที่ตัดสินใจได้รวดเร็ว ไม่ลังเลเมื่อเห็นสัญญาณเข้าเทรด
- ผู้ที่สามารถรับความผันผวนของราคาและความกดดันระหว่างการเทรดได้ดี
- ผู้ที่ต้องการเปิดปิดออเดอร์แบบรวดเร็ว และไม่ต้องการถือออเดอร์ข้ามวัน
Scalping ไม่เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่ไม่ชอบความเร่งรีบหรือไม่สามารถรับมือกับความเครียดจากการเทรดระยะสั้นได้
- ผู้ที่ขาดวินัยในการตั้ง Stop Loss และควบคุมความเสี่ยง
- ผู้ที่ใช้บัญชีที่มี Spread หรือค่าคอมมิชชันสูง
- ผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ฝึกฝนระบบหรือวางแผนการเทรด
องค์ประกอบสำคัญของการเทรดแบบ Scalping
- Timeframe สั้น: นิยมใช้ M1–M5 เพื่อเข้าออกเร็วและจับจังหวะสั้น
- สภาพคล่องสูง: เลือกสินทรัพย์ Volume สูง เช่น คู่เงินหลักหรือทองคำ เพื่อลด Slippage
- ต้นทุนการเทรดต่ำ: Spread และค่าคอมต่ำช่วยรักษากำไรต่อออเดอร์
- แพลตฟอร์มเสถียร: ระบบต้องเร็ว ลดความหน่วงและความคลาดเคลื่อนของราคา
- แผนการเทรดชัดเจน: กำหนดจุดเข้า–ออกและเครื่องมือวิเคราะห์ล่วงหน้า
- บริหารความเสี่ยง: ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง และจำกัดความเสี่ยงราว 1–2%
- วินัยและจิตวิทยา: คุมอารมณ์ เลี่ยง Overtrade และการแก้มือ
- สภาวะตลาดเหมาะสม: เลือกช่วงที่ตลาดผันผวนและมีสภาพคล่องสูงเพื่อหาโอกาสเข้าออกบ่อย
ข้อดีและข้อควรระวังของการเทรดแบบ Scalping
การเทรดแบบ Scalping เป็นสไตล์การซื้อขายที่เน้นความรวดเร็ว เก็บกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยในระยะสั้น แม้จะเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยม แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจอย่างรอบด้านก่อนนำไปใช้งานจริงค่ะ
ข้อดี
- ไม่ต้องถือออเดอร์ข้ามวัน ลดความเสี่ยงจากข่าวนอกเวลา
- รู้ผลกำไร–ขาดทุนได้รวดเร็ว
- ใช้เงินต่อออเดอร์ไม่สูง ควบคุมความเสี่ยงได้ง่าย
- ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว
- เหมาะกับตลาดที่มีความผันผวนและสภาพคล่องสูง
- ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามคืน (Swap)
- ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก
- มีโอกาสเข้าเทรดหลายครั้งในวันเดียว
ข้อควรระวัง
- เสี่ยงต่อการเทรดถี่เกินไป (Overtrade) หากขาดวินัย
- ค่าธรรมเนียม Spread และ Commission สะสมสูง
- มีแรงกดดันทางอารมณ์ ต้องตัดสินใจรวดเร็ว
- เลเวอเรจช่วยเพิ่มกำไร แต่เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุน
- ต้องเฝ้ากราฟอย่างต่อเนื่อง
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความเร่งรีบหรือความกดดัน
Scalping, Day Trading และ Swing Trade แตกต่างกันอย่างไร?
การเทรดทั้งสามรูปแบบเป็นสไตล์การเทรดยอดนิยม แต่แตกต่างกันที่ ระยะเวลาในการถือออเดอร์ ความถี่ในการเทรด ระดับความเสี่ยง และไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์
Scalping
Scalping คือการเทรดระยะสั้นมาก โดยเปิดและปิดออเดอร์ภายในเวลาไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที เป้าหมายคือการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย แต่ทำซ้ำหลายครั้งในวันเดียว
สไตล์นี้ต้องใช้ความเร็ว สมาธิ และวินัยสูง เทรดเดอร์จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอเกือบตลอดเวลา และต้องรับแรงกดดันจากการตัดสินใจที่รวดเร็วได้ดี
💡เหมาะกับ: ผู้ที่มีเวลาเฝ้ากราฟ ชอบความรวดเร็ว และรับความผันผวนได้สูง
Day Trading
Day Trading คือการเทรดภายในวัน โดยเปิดและปิดออเดอร์ในวันเดียวกันโดยไม่ถือข้ามคืน ระยะเวลาถือออเดอร์จะยาวกว่า Scalping ตั้งแต่ไม่กี่นาทีไปจนถึงหลายชั่วโมง
สไตล์นี้ให้ความสำคัญกับแนวโน้มระยะสั้นของวันนั้น ๆ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง และไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอตลอดเวลาเท่า Scalping แต่ยังต้องติดตามตลาดอย่างสม่ำเสมอ
💡 เหมาะกับ: ผู้ที่มีเวลาว่างระหว่างวัน ต้องการเทรดจริงจังแต่ไม่เร่งรีบจนเกินไป
Swing Trade
Swing Trade เป็นการเทรดระยะกลาง โดยถือออเดอร์หลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ เพื่อเก็งกำไรจากแนวโน้มของราคาในช่วงหนึ่ง
สไตล์นี้ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ใช้ทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานร่วมกัน ความถี่ในการเทรดต่ำกว่า แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการถือออเดอร์ข้ามคืนหรือข้ามสัปดาห์
💡เหมาะกับ: ผู้ที่มีเวลาจำกัด ไม่ต้องการเฝ้ากราฟทั้งวัน และชอบการเทรดที่ผ่อนคลายกว่า
Indicator ที่นิยมใช้กับการเทรดแบบ Scalping
เนื่องจากการเทรดแบบ Scalping เป็นการ เปิด–ปิดออเดอร์ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที เทรดเดอร์สาย Scalping ไม่จำเป็นต้องรู้แนวโน้มระยะยาวของตลาด แต่ ต้องรู้ว่า “ตอนนี้ราคาเอนเอียงไปทางไหน” และ “จังหวะเข้า–ออกอยู่ตรงไหน” เครื่องมือที่ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นขึ้นก็คือ Indicator โดย Indicator ที่เทรดเดอร์นิยมใช้ในการเทรดแบบ Scalping มีดังนี้
SMA (Simple Moving Average)

วิธีดู SMA แบบง่าย
SMA คือ เส้นค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ใช้ดูทิศทางราคาแบบภาพรวม
- ราคาอยู่เหนือเส้น SMA → แนวโน้มขาขึ้น
- ราคาอยู่ใต้เส้น SMA → แนวโน้มขาลง
แนวทางใช้ SMA กับ Scalping
- ใช้ดูทิศทางคร่าว ๆ ของตลาด
- ถ้าราคาอยู่เหนือ SMA ให้โฟกัสฝั่ง Buy เป็นหลัก
- ถ้าราคาอยู่ใต้ SMA ให้โฟกัสฝั่ง Sell มากกว่า
EMA (Exponential Moving Average)

วิธีดู EMA แบบง่าย
EMA คล้าย SMA แต่ ตอบสนองต่อราคาปัจจุบันได้เร็วกว่า จึงเป็นเส้นที่ Scalper นิยมใช้มาก
- ราคาตัดขึ้นเหนือ EMA มองหาจังหวะ Buy
- ราคาตัดลงใต้ EMA มองหาจังหวะ Sell
แนวทางใช้ EMA กับ Scalping
- ใช้เป็นแนวรับ แนวต้านระยะสั้น
- ใช้ช่วยหาจังหวะเข้าออเดอร์เร็ว ๆ
คำแนะนำจากคุณน้า 🔍
SMA และ EMA จัดเป็น Indicator แนวโน้ม (Trend Indicator) ใช้เพื่อช่วยตัดสินใจว่า ควรเน้น Buy หรือ Sell เป็นหลัก
- EMA: เร็ว เหมาะกับการ Scalping ระยะสั้น
- SMA: ดูง่าย เหมาะกับมือใหม่
MACD

วิธีดู MACD แบบง่าย
- เส้น MACD (สีน้ำเงิน) ตัดขึ้น = แรงซื้อเริ่มเข้ามา
- เส้น MACD ตัดลง = แรงขายเริ่มมากขึ้น
แนวทางใช้ MACD กับ Scalping
- ใช้ช่วยยืนยันจังหวะเข้า ออกออเดอร์
- ไม่ควรใช้ MACD เดี่ยว ๆ ควรดูร่วมกับ EMA หรือพฤติกรรมราคา (Price Action)
Stochastic Oscillator

วิธีดู Stochastic Oscillator แบบง่าย
Stochastic Oscillator ใช้ดูว่าราคากำลัง ขึ้นแรงเกินไป หรือลงแรงเกินไปในระยะสั้น
- ค่า Stochastic อยู่สูงมาก → ระวังราคาย่อลง
- ค่า Stochastic อยู่ต่ำมาก → ระวังราคาดีดขึ้น
แนวทางใช้ Stochastic Oscillator กับ Scalping
- ใช้หาจังหวะ สวนระยะสั้น
- เหมาะกับตลาดที่ราคาแกว่งตัวไปมา (Sideway)
RSI (Relative Strength Index)

วิธีดู RSI แบบง่าย
RSI เป็น Indicator ยอดนิยม ใช้ดูว่าราคากำลังอยู่ในภาวะ ซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ ขายมากเกินไป (Oversold)
- RSI > 70 → ซื้อมากเกินไป (Overbought) ระวังราคาย่อ
- RSI < 30 → ขายมากเกินไป (Oversold) ระวังราคาดีด
แนวทางใช้ RSI กับ Scalping
- ใช้เตือนว่าราคาเริ่ม “ตึง” หรือ “อ่อนแรง”
- ไม่ควรใช้เป็นสัญญาณเข้าออเดอร์เพียงอย่างเดียว
คำแนะนำจากคุณน้า 🔍
MACD, Stochastic Oscillator และ RSI เป็น Indicator โมเมนตัม (Momentum Indicator) เหมาะกับการเทรดแบบ Scalping เพราะช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นสัญญาณ แรงเร่ง แรงอ่อน และโอกาสการกลับตัวระยะสั้น ได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ Indicator ใด Indicator หนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับ Indicator แนวโน้ม เช่น SMA หรือ EMA รวมถึงดูพฤติกรรมราคาประกอบเสมอ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเข้า–ออกออเดอร์ และลดความเสี่ยงจากสัญญาณหลอก
Bollinger Bands

วิธีดู Bollinger Bands แบบง่าย
Bollinger Bands ประกอบด้วย 3 เส้น ได้แก่
- เส้นกลาง = Moving Average (MA)
- เส้นบน (Upper Band) = ราคาสูงเกินค่าเฉลี่ย (Overbought ระยะสั้น)
- เส้นล่าง (Lower Band) = ราคาต่ำเกินค่าเฉลี่ย (Oversold ระยะสั้น)
ใช้เพื่อดูกรอบการแกว่งของราคาในช่วงเวลานั้น ๆ
- ราคาแตะ แถบบน → ระวังย่อ
- ราคาแตะ แถบล่าง → ระวังเด้ง
แนวทางใช้ Bollinger Bands กับ Scalping
- เหมาะมากกับตลาด Sideway
- ใช้หาจังหวะเข้าใกล้ขอบกรอบราคา
คำแนะนำจากคุณน้า 🔍
Bollinger Bands เป็น Indicator กลุ่มความผันผวน (Volatility Indicator) ใช้ดูว่าราคากำลังแกว่งแรงหรือแคบเพียงใด เหมาะสำหรับช่วยหาจุดเข้า–ออกระยะสั้นในตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน และควรใช้ร่วมกับ Indicator แนวโน้มหรือโมเมนตัมเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
การบริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรดแบบ Scalping
- ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนเข้าออเดอร์
- จำกัดความเสี่ยงไม่เกิน 1–2% ต่อการเทรด
- หลีกเลี่ยงการเพิ่มล็อตเพื่อแก้มือ (Revenge Trade)
- หยุดเทรดทันทีเมื่ออารมณ์ไม่พร้อมหรือเสียสมาธิ
ความผิดพลาดที่มือใหม่มักทำในการเทรดแบบ Scalping
- เทรดถี่เกินไป: เข้าออเดอร์บ่อยโดยไม่มีแผนชัดเจน ทำให้เสียค่าธรรมเนียมและควบคุมความเสี่ยงยาก
- ไม่รอคอนเฟิร์มสัญญาณ: รีบเข้าเทรดก่อนแท่งเทียนปิดหรือก่อนสัญญาณยืนยัน ทำให้โดนหลอกบ่อย
- ปล่อยขาดทุนแต่ปิดกำไรเร็วเกินไป: ปล่อยให้ Loss วิ่ง แต่รีบปิด Profit ส่งผลให้พอร์ตค่อย ๆ ลดลง
- เทรดตามอารมณ์: เทรดเพราะกลัวตกรถหรืออยากเอาคืน ทำให้หลุดจากแผนเทรด

⭐ คุณน้าแนะนำโบรกเกอร์คุณสมบัติเด่น!
การเลือกโบรกเกอร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สำหรับการเทรด Forex ค่ะ เพราะโบรกเกอร์จะพัฒนาระบบและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การเทรดของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นให้ได้มากที่สุด
สำหรับเทรดเดอร์ที่ยังไม่มั่นใจว่า โบรกเกอร์ Forex แบบไหนดี? คุณน้าได้รวบรวมการจัดอันดับของโบรกเกอร์ในทุกคุณสมบัติ เช่น สเปรดต่ำ, เทรดทอง หรือโบนัสฟรีมาไว้ให้คุณแล้ว!

💡 คัมภีร์เริ่มต้น มือใหม่หัดเทรด
มือใหม่หัดเทรดที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี? คุณน้าได้รวบรวมเนื้อหาสำคัญที่ถือเป็นจุดเริ่มต้น สำหรับการเทรด Forex มาไว้ให้แล้วที่นี่!
🔍 ตัวอย่างเนื้อหา มือใหม่หัดเทรดต้องรู้!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Scalping
Scalping เหมาะกับมือใหม่ไหม?
เหมาะสำหรับการฝึกวินัย แต่ควรเริ่มจากบัญชีทดลอง
Scalping ต้องใช้ทุนเท่าไหร่?
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูง แต่ต้องเลือกบัญชีที่ต้นทุนต่ำ
Scalping จำเป็นต้องใช้โบรกเกอร์สเปรดต่ำไหม?
จำเป็นค่อนข้างมาก เพราะ Scalping เป็นการเก็บกำไรระยะสั้น หากค่าสเปรดสูงจะกินกำไรทันที เทรดเดอร์จึงมักเลือกโบรกเกอร์ที่มีสเปรดต่ำ คำสั่งซื้อขายเร็ว และไม่มีรีโควตบ่อย เพื่อช่วยให้ต้นทุนต่อออเดอร์ต่ำและเพิ่มโอกาสทำกำไร
Scalping ต้องใช้ Timeframe อะไรดีที่สุด?
Timeframe ที่นิยมสำหรับ Scalping คือ M1, M5 และ M15 เพราะช่วยให้เห็นจังหวะเข้า–ออกออเดอร์ได้รวดเร็ว
สรุปกลยุทธ์ Scalping
Scalping เป็นกลยุทธ์ที่ท้าทาย แต่ก็ให้โอกาสในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ หากคุณมีวินัย ควบคุมอารมณ์ได้ดี และเข้าใจความเสี่ยง การเทรดแบบ Scalping อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตอบโจทย์การลงทุนของคุณ หากคุณยังไม่แน่ใจ แนะนำให้เริ่มจากบัญชี Demo ฝึกฝนระบบ และค่อย ๆ พัฒนาแนวทางที่เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







