การศึกษาแพทเทิร์นกราฟราคาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจเปิดออเดอร์ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Price Pattern คืออะไร? รวม 15 Chart Pattern ยอดนิยมที่เทรดเดอร์ควรรู้ พร้อมกับข้อดีและข้อจำกัดของ Price Pattern เทรดเดอร์มือใหม่ห้ามพลาดนะคะ!
*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการให้ความรู้และหลักการใช้ Price Pattern ในตลาด Forex คุณน้าไม่ได้มีเจตนาที่จะชี้นำการลงทุน เทรดเดอร์เองควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมรวมถึงจำกัดความเสี่ยงของการเทรดด้วยนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรดค่ะ
Price Pattern คืออะไร?
Price Pattern หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อว่า Chart Pattern คือ รูปแบบของกราฟราคาที่เกิดการเรียงตัวกันของกราฟแท่งเทียน โดยปกติแล้ว เทรดเดอร์จะศึกษาแพทเทิร์นของกราฟ เพื่อคาดการณ์ทิศทางของแนวโน้มให้มีความแม่นยำมากขึ้นค่ะ เพราะ Price Pattern จะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของราคาในอดีตที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้เทรดเดอร์มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลงนั่นเอง
หลักการทำงานของ Price Pattern เป็นอย่างไร?
หลักการทำงานแพทเทิร์นของกราฟราคา จะอยู่ในรูปแบบกราฟที่มีลักษณะเดิม ๆ ค่ะ เนื่องจากรูปแบบของกราฟมักจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการซื้อ-ขาย และราคาสูงสุด-ราคาต่ำสุดในช่วงเวลานั้น ทำให้นักลงทุนจะสังเกตกราฟราคาในอดีต เพื่อจับจังหวะในการซื้อขายให้แม่นยำมากยิ่งขึ้นค่ะ
Price Pattern มีกี่รูปแบบ?
1. แพทเทิร์นราคาแบบกลับตัว (Reversal Patterns)

รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns) คือ รูปแบบกราฟแท่งเทียนเมื่อราคาวิ่งไปในทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนและเกิดจุดกลับตัว จากนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นทิศทางตรงข้าม ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนจากทิศทางขาขึ้นไปเป็นทิศทางขาลง เป็นต้น โดยรูปแบบ Reversal Patterns นั้น คุณน้าจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ค่ะ
- Bullish Reversal Patterns: รูปแบบนี้ เกิดขึ้นที่โซนแนวรับ และกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น
- Bearish Reversal Patterns: รูปแบบนี้ เกิดขึ้นที่โซนแนวต้าน และกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง
2. แพทเทิร์นราคาแบบทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Patterns)

รูปแบบราคาทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Patterns) คือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นจะเป็นการยืนยันว่า กราฟราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดิม โดยทิศทางจะมีทั้งขาขึ้นและขาลง โดย Continuation Patterns มี 2 ประเภท ดังนี้ค่ะ
- Bullish Continuation Patterns: รูปแบบนี้ มักเกิดในแนวโน้มขาขึ้น ราคาไม่เปลี่ยนทิศทาง ราคาสินทรัพย์อยู่ในขาขึ้น
- Bearish Continuation Patterns: รูปแบบนี้ มักเกิดในแนวโน้มขาลง ราคาไม่เปลี่ยนทิศทาง ราคาสินทรัพย์อยู่ในขาลง
3. แพทเทิร์นราคาแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns)

รูปแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns) คือ รูปแบบราคาที่ไม่มีความแน่นอน โดยจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ทำให้ตลาดมีปริมาณการซื้อขายต่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดไม่ได้แสดงทิศทางที่ชัดเจน ทำให้เทรดเดอร์ไม่นิยมเข้าเทรดในจังหวะนี้ เพราะอาจเจอสัญญาณหลอก (False Breakout) ได้ค่ะ
คุณน้าแนะนำ 15 Price Pattern ยอดนิยมสำหรับเหล่าเทรดเดอร์
คุณน้าขอแนะนำแพทเทิร์นกราฟทั้งหมด 15 รูปแบบยอดนิยม สำหรับเทรดเดอร์ Forex เพื่อเป็นความรู้ให้กับมือใหม่ที่กำลังสนใจเรื่องนี้ โดย 15 Price Pattern Forex จะแบ่งตาม 3 ประเภท ดังนี้
- แพทเทิร์นแบบกลับตัว (Reversal Patterns)
- แพทเทิร์นแบบต่อเนื่อง (Continuation Patterns)
- แพทเทิร์นราคาแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns)
แพทเทิร์นแบบกลับตัว (Reversal Patterns)
แพทเทิร์นแบบกลับตัว (Reversal Patterns) จะมีทั้งหมด 7 รูปแบบ ได้แก่ Double Top Pattern, Double Bottom Pattern, Rounding Bottom Pattern, Head and Shoulder Pattern, Triple Top Pattern, Triple Bottom Pattern และ Inverse Head and Shoulder Pattern โดยมีจุดสังเกต ดังนี้
Double Top Pattern

จุดสังเกตของ Double Top Pattern คือ กราฟราคามีการปรับตัวขึ้นไป เพื่อทดสอบแนวต้าน 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ ทำให้เกิดจุดสูงสุด 2 จุด และหากราคาทะลุเส้น Neckline ลงมาได้ จะแสดงให้เห็นว่า กราฟราคาเปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นขาลง ทำให้แพทเทิร์นลักษณะนี้มีลักษณะเป็นรูปตัว M Shape ค่ะ
Double Bottom Pattern

จุดสังเกต Double Bottom Pattern คือ กราฟราคามีการปรับตัวลง เพื่อทดสอบแนวรับ 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับได้ ทำให้เกิดจุดต่ำสุด 2 จุด และหากราคาทะลุเส้น Neckline ขึ้นไปได้ จะแสดงให้เห็นว่า กราฟราคาเปลี่ยนจากแนวโน้มขาลงเป็นขาขึ้น โดยปกติแล้ว Double Bottom จะมีลักษณะเป็นรูปตัว W Shape ค่ะ
Rounding Bottom Pattern

จุดสังเกตของ Rounding Bottom Pattern คือ กราฟราคาเกิดการปรับตัวลง ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ ทำให้กราฟราคาเกิดการกลับตัวจากแนวโน้มขาลงเป็นขาขึ้น ซึ่งแพทเทิร์นลักษณะนี้จะมีรูปแบบคล้ายชามหรือรูปตัว U ค่ะ
Head and Shoulder Pattern

จุดสังเกตของ Head and Shoulder Pattern คือ กราฟราคาเกิดการปรับตัวขึ้นไป ในลักษณะของไหล่-หัว-ไหล่ ซึ่งหากราคาเกิดการทะลุเส้น Neckline ลงไป จะแสดงให้เห็นว่า กราฟราคามีแนวโน้มกลับตัวลง
Triple Top Pattern

จุดสังเกต Triple Top Pattern คือ กราฟราคาเกิดการปรับตัวขึ้นไป เพื่อทดสอบแนวต้าน 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ และหากราคาทะลุเส้น Neckline ลงมาได้ จะทำให้ราคาเกิดการกลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นขาลง
Triple Bottom Pattern

จุดสังเกตของ Triple Bottom Pattern คือ กราฟราคาเกิดการปรับตัวลง เพื่อทดสอบแนวรับ 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับไปได้ และหากราคาทะลุเส้น Neckline ขึ้นไปได้ จะทำให้ราคาเกิดการกลับตัวจากแนวโน้มขาลงเป็นขาขึ้น
Inverse Head and Shoulder Pattern

จุดสังเกตของ Inverse Head and Shoulder Pattern จะคล้ายคลึงกับรูปแบบ Head and Shoulder แต่ Inverse Head and Shoulder จะอยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งกราฟจะปรับตัวลงในลักษณะของไหล่-หัว-ไหล่ หากราคาสามารถหลุดเส้น Neckline ขึ้นไปได้ ราคาจะมีการกลับตัวจากแนวโน้มขาลงเป็นขาขึ้น
แพทเทิร์นแบบต่อเนื่อง (Continuation Patterns)
แพทเทิร์นแบบต่อเนื่อง (Continuation Patterns) จะมีทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Ascending Triangle Pattern, Descending Triangle Pattern, Flag Pattern, Wedge Pattern และ Pennant Pattern โดยมีจุดสังเกต ดังนี้
Ascending Triangle Pattern

จุดสังเกตของ Ascending Triangle Pattern คือ กราฟราคาจะทดสอบแนวต้านในระดับเดิมซ้ำ ในหลายครั้ง
ในขณะที่จุดต่ำสุดของราคาจะค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แนวรับปรับตัวสูงขึ้นทุกครั้งที่ราคามีการทดสอบแนวต้าน) และหากราคาสามารถทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ จะเป็นสัญญาณยืนยันว่ากราฟราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นนั่นเองค่ะ
Descending Triangle Pattern

จุดสังเกตของ Descending Triangle Pattern คือ กราฟราคาจะทดสอบแนวรับในระดับเดิมซ้ำ ๆ ในหลายครั้ง
ในขณะที่จุดสูงสุดของราคาจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง (แนวต้านปรับต่ำลงทุกครั้งที่มีการทดสอบแนวรับ) และหากราคาสามารถทะลุแนวรับลงไปได้ จะเป็นสัญญาณยืนยันว่ากราฟราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงค่ะ
Flag Pattern

จุดสังเกตของ Flag Pattern คือ กราฟในรูปแบบราคาทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Patterns) ที่มีลักษณะคล้ายธงที่ปลิวไปมา โดยปกติแล้ว รูปแบบของแพทเทิร์นนี้ จะประกอบไปด้วยแท่งเทียน 5-15 แท่ง ซึ่งบ่งบอกได้ว่าราคาเกิดการหยุดพักไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดิมอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Flag Pattern สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่ Bullish Flag Pattern และ Bearish Flag Pattern
Wedge Pattern

จุดสังเกตของ Wedge Pattern (รูปลิ่ม) คือ กราฟราคาเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรง ก่อนจะค่อย ๆ บีบตัวเข้าหากัน โดยที่แนวรับและแนวต้านจะเอียงไปในทิศทางเดียวกัน
Wedge Pattern สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ Rising Wedge (กราฟเกิดการบีบตัวในลักษณะยกสูงขึ้น) และ Falling Wedge (กราฟเกิดการบีบตัวในลักษณะยกต่ำลง)
Pennant Pattern

จุดสังเกตของ Pennant Pattern คือ กราฟราคามีลักษณะคล้ายรูปชายธงปากแหลมแบบรูปสามเหลี่ยม ซึ่งจะแตกต่างจาก Flag Pattern ที่มีลักษณะเป็นธงแบบรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า โดยราคาจะเกิดการพักตัวหรือย่อตัวเล็กน้อย เพื่อไปต่อในแนวโน้มเดิม อีกทั้งยังสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลงค่ะ
แพทเทิร์นราคาแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns)
แพทเทิร์นราคาแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns) มีทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Symmetrical Triangle Pattern, Broadening Formation Pattern และ Diamond Pattern โดยมีจุดสังเกต ดังนี้
Symmetrical Triangle Pattern

จุดสังเกตของ Symmetrical Triangle Pattern คือ กราฟราคาจะแสดงให้เห็นถึงการสู้กันระหว่างแรงซื้อและแรงขาย ทำให้กราฟราคาจะแกว่งตัวในกรอบสามเหลี่ยมแคบลงเรื่อย ๆ
ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าราคากำลังตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน ทำให้เทรดเดอร์จำเป็นต้องรอสัญญาณ Breakout ก่อนตัดสินใจเข้าซื้อหรือเทขาย
Broadening Formation Pattern

จุดสังเกตของ Broadening Formation Pattern คือ กราฟราคาที่แสดงถึงความผันผวนของตลาดอย่างรุนแรง ทำให้กราฟราคามีทั้งจุดสูงสุด (Higher High) และจุดต่ำสุด (Lower Low) ทำให้เมื่อลากเส้นราคาเชื่อมกันจะมีลักษณะคล้ายโทรโข่งปากกว้าง
นอกจากนี้ Broadening Formation สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของตลาดจากแรงซื้อและแรงขายที่ไม่ชัดเจนในช่วงตลาด Sideway
Diamond Pattern

จุดสังเกตของ Diamond Pattern คือ กราฟราคามาจากการฟอร์มตัวจาก Broadening Formation และ Symmetrical Triangle ด้วยราคาจุดสูงสุดและราคาจุดต่ำสุด ทำให้กราฟเกิดการบีบตัวจนมีลักษณะคล้ายเพชร ซึ่งจะมี 2 รูปแบบ ดังนี้
- Diamond Continuation Pattern: กราฟราคาเกิดการ Breakout เพื่อไปต่อในแนวโน้มเดิม
- Diamond Reversal Pattern: กราฟราคาเกิดการ Breakout ทำให้ราคาเกิดการกลับตัวในแนวโน้มที่ชัดเจน ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลงค่ะ
เส้น Neckline สำคัญอย่างไร?
Neckline คือ เส้นที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านของ Price Pattern ค่ะ ซึ่งหากราคาเกิดการทะลุผ่านเส้น Neckline ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง นั่นก็แสดงว่า แนวโน้มของราคามีโอกาสเคลื่อนไปทิศทางนั้น ๆ
เทคนิคเทรดด้วย Chart Pattern ทำยังไง?
เทคนิคการเทรดด้วย Chart Pattern จะมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ค่ะ
- ศึกษารูปแบบ Chart Pattern ให้ละเอียด เนื่องจากกราฟราคามีหลายรูปแบบค่ะ
- รอสัญญาณยืนยันจากเส้น Neckline เพื่อยืนยันแนวโน้มให้ชัดเจน
- หาจุดเข้าเทรด (Entry Point) เมื่อราคาเกิดการ Breakout ขึ้นไป ให้หาจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ (Entry Buy) เพราะกราฟราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่หากราคาเกิดการ Breakout ลงมา ให้หาจุดเทขายที่น่าสนใจ (Entry Sell) เพราะกราฟราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงนั่นเอง
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) เพื่อจำกัดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรค่ะ
ตัวอย่างกราฟ Double Top Chart Pattern คู่เงิน EURUSD

Double Top ถือเป็นหนึ่งใน Chart Pattern ที่นิยมใช้ที่สุด เพราะแพทเทิร์นของราคาไม่ซับซ้อนจนเกินไปค่ะ ในรูปภาพกราฟ EURUSD (TF 1D) จะเห็นได้ว่า ราคาทำจุดสูงสุด 2 ครั้ง โดยที่ยอดมีความสูงใกล้เคียงกัน และเมื่อราคาเคลื่อนไหวทะลุเส้น Neckline หรือเส้นแนวรับลงไปได้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าราคาเกิดการกลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นขาลง
หากคุณยังไม่แน่ใจสัญญาณจาก Chart Pattern เพียงอย่างเดียว สามารถใช้อินดิเคเตอร์เข้ามายืนยันแนวโน้มได้นะคะ โดยจากภาพคุณน้าใช้ RSI Indicator ซึ่งจะเห็นได้ว่าเส้น RSI ดิ่งลงอยู่ในระดับ 60-70 เมื่อเทียบกับ Top 1 และราคาดิ่งลงไปในระดับ 50 เรื่อย ๆ ในขณะที่กราฟราคาทำ Top 2 นั่นแสดงให้เห็นว่ากราฟราคากับอินดิเคเตอร์สวนทางกัน ทำให้เกิดเป็น Bearish Divergence หรือราคาเกิดการกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลงนั่นเองค่ะ
สรุปเทคนิคการเทรด Double Top Chart Pattern
- เทรดเดอร์เข้าเทรดด้วยการเปิดออเดอร์ Sell เพราะราคากลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้เหนือยอด Top 2
- ตั้งจุดทำกำไร (Take Profit) โดยคำนวณจากระยะความสูงของยอด Top 2 ไปจนถึงเส้น Neckline แล้ววัดระยะเท่ากัน เพื่อตั้งจุด Take Profit อีก 1 จุด หลังจากที่ราคาทะลุเส้น Neckline ลงมา
*หมายเหตุ: Price Pattern เป็นเครื่องมือที่ช่วยคาดการณ์พฤติกรรมของราคาเท่านั้น ไม่ได้การันตีว่าคุณจะมีโอกาสในการสร้างผลกำไร 100% เนื่องจากการเทรดที่ดีต้องอาศัยปัจจัยทางเทคนิคอื่น ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์อินดิเคเตอร์, Price Action, การวิเคราะห์ข่าวและตัวเลขทางเศรษฐกิจ รวมถึงการวางแผน Money Management จะสามารถช่วยให้มีประสิทธิภาพการเทรดที่ดีมากขึ้น
ข้อดี-ข้อจำกัดของ Price Pattern
ข้อดีของ Price Pattern
- ระบุแนวโน้มเพื่อหาจุดเข้าซื้อขายได้ดีมากขึ้น
- ใช้หาจุดกลับตัวได้ดีมากขึ้น
- ช่วยคาดการณ์พฤติกรรมราคาที่อาจจะเกิดขึ้น
- ช่วยคาดการณ์จุดเข้า-ออก
- เป็นตัวช่วยยืนยันสัญญาณจากเทคนิคอื่น ๆ เช่น การใช้อินดิเคเตอร์ประกอบการเทรด
- ใช้ในการจำกัดความเสี่ยง โดย Price Pattern จะเป็นตัวบ่งบอกว่าเทรดเดอร์ควรเทรดตอนนั้นหรือไม่
- ช่วยให้เทรดเดอร์ลดการใช้อารมณ์ในการเทรดได้ดีขึ้น
ข้อจำกัดของ Price Pattern
- ไม่เหมาะกับ Time Frame ระยะสั้น เนื่องจากราคาอาจเกิด Noise ได้ ทำให้กราฟราคามีความผันผวนค่อนข้างสูง ส่งผลให้ความแม่นยำของรูปแบบกราฟลดลง
- ไม่เหมาะกับมือใหม่ เพราะเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ในการมองความเคลื่อนไหวของราคาในภาพรวมให้ออก
- การมองรูปแบบกราฟของเทรดเดอร์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรอาจลดลงได้
- สามารถเกิด False Breakout จนทำให้ขาดทุนได้ เพราะ False Breakout คือ ราคาทะลุแนวรับแนวต้านชั่วคราว ก่อนที่ราคาจะดีดตัวกลับมาในทิศทางเดิมได้
- ความล่าช้าในการเกิดสัญญาณ ทำให้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่สามารถรอสัญญาณการเกิด Price Pattern ที่ชัดเจน ถ้าเทรดเดอร์รอไม่ไหวและไม่สามารถเทรดตามระบบ อาจส่งผลให้ขาดทุนได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Chart Pattern
แพทเทิร์นกราฟ Forex คืออะไร?
แพทเทิร์นกราฟ Forex หรือ Chart Pattern Forex คือ รูปแบบของกราฟราคาที่มีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ในตลาด Forex โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง
Chart Pattern มีกี่แบบ?
Chart Pattern มีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ รูปแบบเปลี่ยนทิศทาง (Reversal Patterns), รูปแบบต่อเนื่อง (Continuation Patterns), และรูปแบบไซด์เวย์ (Sideway Patterns)
แพทเทิร์นกราฟกลับตัว มีอะไรบ้าง?
แพทเทิร์นกราฟกลับตัว มีทั้งหมด 7 รูปแบบที่ได้รับความนิยม ดังนี้
- Inverse Head and Shoulder
- Double Top
- Double Bottom
- Rounding Bottom
- Head and Shoulder
- Triple Top
- Triple Bottom
สรุป Price Pattern (Chart Pattern) สำคัญยังไง
จะเห็นได้ว่า Chart Pattern มีความสำคัญในการช่วยยืนยันแนวโน้ม เพราะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของราคาในอดีตที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้เทรดเดอร์สามารถจับจังหวะในการเปิดปิดออเดอร์ได้อย่างมีแบบแผนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือ ยังช่วยให้เทรดเดอร์ลดการใช้อารมณ์ในการเทรดได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ดี Chart Pattern ยังมีข้อจำกัดอยู่เหมือนกันนะคะ ดังนั้น อย่าลืมวางแผนการเทรดให้เป็นระบบด้วยการใช้เครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยยืนยันสัญญาณที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะในบางครั้ง Chart Pattern สามารถเกิด False Breakout ได้เช่นกันค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก: Traderbobo และ Uhas
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge









