หลายคนที่กำลังปล่อยเช่าบ้านหรืออาคารพาณิชย์อาจเคยได้ยินคำว่า “ภาษีโรงเรือน” ผ่านหูมาบ้าง วันนี้คุณน้าจะพามาทำความรู้จักภาษีตัวนี้ให้ชัดเจนค่ะ นี่คือภาษีท้องถิ่นในอดีตที่จัดเก็บจากเจ้าของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีรายได้จากการเช่าหรือใช้ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ค่ะ
สำหรับคนที่กำลังวางแผนปล่อยเช่าบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือบริหารอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้เสริม การเข้าใจประวัติและโครงสร้างภาษีเดิมจะช่วยให้เห็นภาพรวมของต้นทุนและการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
ในบทความนี้ คุณน้าจะพามาไขข้อข้องใจว่าภาษีฉบับนี้มีรายละเอียดอย่างไร และปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ภาษีโรงเรือน คืออะไร?
ภาษีโรงเรือน มีชื่อเรียกตามกฎหมายเดิมกำกับไว้ (ตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475) คือ ภาษีประเภทหนึ่งที่จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือกรุงเทพมหานคร โดยจัดเก็บจากเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างบ้าน อาคาร ตึกแถว หรือคอนโดมิเนียม ที่นำไปใช้หาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่า การทำเป็นร้านค้า หรือใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทและโรงงานค่ะ
หากทรัพย์สินชิ้นนั้นถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ หรือเจ้าของใช้เป็นที่อยู่อาศัยเองโดยไม่ได้สร้างรายได้ ในอดีตก็จะไม่เข้าเกณฑ์การต้องเสียภาษีตัวนี้ค่ะ แต่ถ้าเมื่อใดที่มีการปล่อยเช่าหรือนำไปประกอบธุรกิจ ทรัพย์สินนั้นจะถูกนำมาคำนวณภาระภาษีทันที ซึ่งเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้มีรายได้นำไปยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครึ่งปีและประจำปีด้วยเช่นกันค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า
เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรแยกประเภททรัพย์สินที่อยู่อาศัยเองและทรัพย์สินปล่อยเช่าให้ชัดเจน เพื่อประเมินต้นทุนภาษีได้อย่างถูกต้องค่ะ
แม้ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่การเก็บเอกสารสัญญาเช่าในอดีตยังมีความสำคัญในการตรวจสอบย้อนหลังของหน่วยงานราชการค่ะ
ภาษีโรงเรือน ยกเลิกหรือยัง และภาษีโรงเรือนยังต้องจ่ายไหม?
กฎหมายฉบับนี้ยกเลิกการบังคับใช้ไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ค่ะ โดยปัจจุบันคุณไม่ต้องจ่ายภาษีในชื่อเดิมอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาจ่ายภายใต้กฎหมายใหม่คือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” (พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาค่ะ
เหตุผลสำคัญในการยกเลิกกฎหมายเดิมคือ ภาษีรูปแบบเดิมใช้วิธีประเมินจาก “ค่ารายปี” หรือรายได้ค่าเช่า ซึ่งบ่อยครั้งสร้างปัญหากรอบการประเมินที่ไม่เป็นมาตรฐานและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ค่ะ กฎหมายใหม่จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีประเมินจากฐาน “ราคาประเมินทุนทรัพย์” ของกรมธนารักษ์แทน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากท่านใดมีภาระค้างชำระภาษีในระบบเดิมก่อนปี พ.ศ. 2563 หน่วยงานท้องถิ่นยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการติดตามเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้อยู่ค่ะ ดังนั้น คำตอบคือปัจจุบันไม่มีการประเมินภาษีในรูปแบบเดิมรอบใหม่แล้ว แต่ภาระตกค้างในอดีตยังคงต้องชำระให้ถูกต้องค่ะ
ภาษีโรงเรือน คิดยังไง คิดกี่เปอร์เซ็นต์ในอดีต?
ในอดีตภาษีตัวนี้คิดในอัตราคงที่ 12.5% ของ “ค่ารายปี” (หรือเทียบเท่ากับค่าเช่าประมาณ 1.5 เดือนต่อปี) โดยคำว่า “ค่ารายปี” หมายถึง จำนวนเงินที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น สมควรให้เช่าได้ในระยะเวลา 1 ปีเต็ม หากเป็นการปล่อยเช่าจริง เจ้าหน้าที่จะอ้างอิงจากสัญญาเช่า หรือหากไม่มีสัญญาเช่าจะอ้างอิงจากราคาประเมินค่าเช่ากลางในพื้นที่นั้น ๆ ค่ะ
คุณน้าขอยกตัวอย่างการคำนวณภาษีในอดีตดังนี้ค่ะ
หากคุณน้ามีอาคารพาณิชย์ 1 คูหา และปล่อยให้คนเช่าทำร้านค้าในราคาเดือนละ 10,000 บาท
- รายได้ค่าเช่าตลอดทั้งปี (ค่ารายปี) = 10,000 x 12 = 120,000 บาท
- ภาษีที่ต้องเสียในอัตรา 12.5% = 120,000 x 12.5% = 15,000 บาทต่อปี
ข้อสังเกตเพิ่มเติม
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบัน ไม่ได้คิดภาษีจากรายได้ค่าเช่าอีกต่อไป แต่คิดจากราคาประเมินตัวที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามประเภทการใช้งานจริงค่ะ
อัตราภาษี 12.5% เดิม ถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ในอดีตมักเกิดการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการแจ้งค่าเช่าต่ำกว่าความเป็นจริง
ภาษีโรงเรือนกับภาษีที่ดิน แตกต่างกันอย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงจากระบบภาษีเดิมมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถือเป็นการปรับโครงสร้างภาษีอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน คุณน้าได้สรุปเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ค่ะ
| ประเด็นเปรียบเทียบ | ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (กฎหมายเดิม) | ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (กฎหมายปัจจุบัน) |
|---|---|---|
| ฐานการคำนวณ | คิดจาก “ค่ารายปี” (รายได้จากค่าเช่าหรือประเมินค่าเช่า) | คิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” (ที่ดิน + สิ่งปลูกสร้าง) |
| อัตราภาษี | อัตราคงที่ 12.5% ของค่ารายปี | อัตราก้าวหน้าตามมูลค่าทรัพย์สินและประเภทการใช้งาน |
| บ้านอยู่อาศัยเอง | ยกเว้นภาษี (หากไม่ได้หาประโยชน์เชิงพาณิชย์) | เสียภาษีตามมูลค่าทรัพย์สิน (มีข้อยกเว้นตามเกณฑ์บ้านหลังหลัก) |
| การปล่อยเช่า / เชิงพาณิชย์ | เสียภาษี 12.5% ของค่าเช่ารายปี | เสียภาษีตามอัตราประเภทอื่น ๆ / เชิงพาณิชย์ (เริ่มต้น 0.3%) |
| ความซ้ำซ้อน | จัดเก็บแยกกับภาษีบำรุงท้องที่ | รวมภาษีเดิมทั้งสองประเภทเข้าไว้ด้วยกัน |
จากตารางจะเห็นได้ว่า กฎหมายใหม่ช่วยให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์คำนวณภาระภาษีล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาประเมินกรมธนารักษ์เป็นตัวเลขที่เปิดเผยชัดเจน ต่างจากในอดีตที่ต้องรอลุ้นการประเมินค่ารายปีจากเจ้าหน้าที่ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
ภาษีโรงเรือนต่างจากภาษีที่ดินอย่างไร?
ต่างกันที่ฐานในการคำนวณและอัตราภาษีค่ะ ภาษีโรงเรือนเดิมคำนวณจากรายได้ค่าเช่ารายปีในอัตราคงที่ 12.5% ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปัจจุบัน คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์และจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าตามประเภทการใช้งานค่ะ
หากเคยค้างชำระภาษีโรงเรือนปีก่อนหน้า ปีนี้ยังต้องจ่ายย้อนหลังไหม?
ยังคงต้องชำระย้อนหลังค่ะ แม้กฎหมายฉบับนี้จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่หนี้ภาษีที่เกิดขึ้นก่อนการยกเลิกกฎหมายยังคงมีผลผูกพัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีอำนาจติดตามเรียกเก็บพร้อมเงินเพิ่มตามอายุความกฎหมายค่ะ
ปล่อยเช่าบ้านในปัจจุบัน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
ปัจจุบันผู้ปล่อยเช่าบ้านต้องรับผิดชอบภาษี 2 ส่วนหลัก คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ยื่นชำระกับท้องถิ่นในอัตราประเภทอื่น ๆ/เชิงพาณิชย์) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (นำรายได้ค่าเช่ามายื่นเสียภาษีประจำปีกับกรมสรรพากร) ค่ะ
สรุปเกี่ยวกับภาษีโรงเรือน
แม้ว่าภาษีตัวนี้จะยกเลิกการจัดเก็บและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว แต่การเข้าใจที่มาและโครงสร้างการประเมินภาษีอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถวางแผนต้นทุนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ คุณน้าขอแนะนำให้เจ้าของบ้านและอาคารหมั่นตรวจสอบราคาประเมินทุนทรัพย์และยื่นเสียภาษีท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกำหนด เพื่อป้องกันปัญหาเงินเพิ่มและค่าปรับย้อนหลังนะคะ
การถือครองและปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์มีค่าใช้จ่ายและภาระภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ภาระภาษีของท่านเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้โดยไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้า เจ้าของทรัพย์สินควรศึกษาหลักเกณฑ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้รอบคอบ และปรึกษาหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้หลักเกณฑ์และอัตราภาษีในอดีตไม่สามารถใช้ยืนยันหลักเกณฑ์ที่จะบังคับใช้ในอนาคตได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 (ราชกิจจานุเบกษา)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







