ตลาดจีนน่าลงทุนไหม! แนะนำซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนบ้าง?

ตลาดจีนน่าลงทุนไหม! แนะนำซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนบ้าง?
Table of Contents

ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจีนจะยังคงมีความร้อนแรงต้อนรับปี 2026 เนื่องจากรัฐบาลจีนมีการปรับนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเต็มที่ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนจับจังหวะลงทุนได้อย่างทันท่วงที คุณน้าจะมาไขข้อสงสัยว่า ตลาดหุ้นจีน ยังน่าลงทุนอยู่ไหม พร้อมกับแนะนำการซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนได้บ้าง? ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย!

*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

หากพูดถึงตลาดหุ้นจีนในวันนี้ ดูเหมือนว่าจะกลับมาสดใสขึ้นกว่าปีก่อนค่ะ เนื่องจากปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนสร้างผลตอบแทนดีกว่าดัชนี S&P 500 โดยดัชนี CSI300 ปรับตัวขึ้น 20.93% และดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้น 32.50% ในขณะที่ S&P 500 อยู่ที่ 17.86% (ข้อมูลจากทันหุ้น วันที่ 16 มกราคม 2026) 

นอกจากนี้ Goldman Sachs Group ได้คาดการณ์ว่าดัชนี MSCI China จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 เพราะได้รับแรงหนุนมาจาก AI และมาตรการเชิงนโยบายของรัฐบาลจีน ส่งผลให้ในปีนี้ นักลงทุนเริ่มมอง Sentiment ของตลาดหุ้นจีนในแนวโน้มที่ดีขึ้นค่ะ

5 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดจีนเติบโต มีอะไรบ้าง?

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

แม้ว่า GDP ของจีนในไตรมาสสุดท้าย ปี 2025 จะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ GDP ในภาพรวมยังคงอยู่ในขอบของการขยายตัวค่ะ เนื่องจากดัชนี PMI ในภาคการผลิตของจีนยังคงเกิน 50 จุด ทำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังผลักดันการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ชาวจีนเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ

การประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นจีนตึงตัวต่ำกว่าที่ตลาดอื่น

การประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นจีนมีการตึงตัวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่น โดยเฉพาะกับดัชนี CSI300 และหากเศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ก็ย่อมเปิดโอกาสให้หุ้นจีนเติบโตเพิ่มมากขึ้น

การลดภาษีทางการค้าชั่วคราว

นับเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน เนื่องจากนโยบายกีดกันการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกามีการปรับนโยบายลดภาษีการค้าลงชั่วคราว เนื่องจากการเจรจาการค้ามีความคืบหน้าในทิศทางบวก ส่งผลให้โอกาสทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศเริ่มดีขึ้น

หุ้นกลุ่ม Technology กลายเป็นดาวเด่น

หุ้นกลุ่ม Technology เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมของอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% โดยหุ้นเทคโนโลยีจีนที่เป็นดาวเด่นมีหลายตัว เช่น BYD, Alibaba, Tencent และ Xiaomi

การปรับแก้นโยบาย เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

ปัจจัยสุดท้าย คือ การปรับแก้นโยบายเพื่อหนุนเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจีนได้พยายามปรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น การประกาศนโยบาย Anti Involution เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยการห้ามให้ Platform Pricing บังคับให้ร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันและมหกรรมการค้าที่มากจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา หรือการผลิตสินค้าล้นตลาด เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้ภาคเอกชนขยายกิจการไปยังต่างประเทศ รวมไปถึงการเดินหน้าสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีอย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ



เห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดหุ้นจีนแสดงศักยภาพได้ค่อนข้างดีต้อนรับปีม้าไฟ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 15 สำหรับกลยุทธ์เด่นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี คือ ‘Shop in China, Expert in China and Invest in China’

นั่นหมายความว่า รัฐบาลพยายามดึงศักยภาพภายในประเทศให้มากที่สุด โดยเน้นไปที่การบริโภคภายในประเทศ, การสนับสนุนภาคเอกชน, การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและ AI อีกด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนมีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเช่นกันค่ะ โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยง ดังนี้

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดกำลังเผชิญภาวะ ‘ถดถอยเรื้อรัง’ จากราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับชาวจีนชะลอการซื้อบ้าน ส่งผลให้บ้านค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญปัญหาการค้างชำระหนี้ที่บานปลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว ทำให้นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงให้ดีค่ะ

การบริโภคภายในประเทศยังชะลอตัว

จากกลยุทธ์ ‘Shop in China, Expert in China and Invest in China’ ที่พยายามผลักดันการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น แต่ในมุมมองของผู้บริโภคนั้น ยังคงกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่มั่นคง ส่งผลให้การบริโภคในเมืองหลักมีการชะลอตัวลงค่ะ ในขณะที่เมืองรอยังไม่เติบโตเต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงตามไปด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน

ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายที่นักลงทุนไทยควรติดตามเป็นพิเศษ คือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน เนื่องจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2025 เพื่อใช้ในการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไว้ว่า “การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” เพราะพี่น้องชาวจีนทั้ง 2 ฝั่งล้วนมีสายเลือดเดียวกัน

หากจีนเข้าแทรกแซงไต้หวันได้มากยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเผชิญการขาดแคลนสินค้าเทคโนโลยีทันที เพราะไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่หุ้นเทคโนโลยีจีนเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ครอบคลุมไปถึงเรื่องการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม และการเติบโตของประเทศในแถบเอเชียอีกด้วยค่ะ


แม้ว่าตลาดหุ้นจีนยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอยู่บ้าง แต่สำหรับการลงทุนในระยะยาว คุณน้ามองว่าตลาดหุ้นจีนยังน่าลงทุนค่ะ เพราะแนวโน้มของหุ้นยังอยู่ในเชิงบวก โดยเฉพาะกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, พลังงานสะอาด และกลุ่มอุปโภคบริโภค โดยหุ้นกลุ่มนี้ ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีและยังเติบโตในอนาคต ควบคู่กับการปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนค่ะ

หากนักลงทุนปรับกลยุทธ์และกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ก็ถือว่าเป็นการจับจังหวะที่ดีเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับใครสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นจีน คุณน้าขอแนะนำการลงทุนหุ้นจีน 3 ช่องทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ซื้อหุ้นจีนรายตัวผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับตลาดหุ้นจีน

นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นจีนรายตัว โดยการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์ไทย, โบรกเกอร์ต่างประเทศ และแพลตฟอร์มที่ให้บริการลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนค่ะ

  • ราคาซื้อขายแบบเรียลไทม์
  • สามารถเลือกหุ้นรายตัวได้หลากหลาย
  • ควบคุมการลงทุนได้อย่างเต็มที่

  • ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในตลาด อีกทั้ง ยังต้องติดตามสถานการณ์หุ้นจีนอย่างใกล้ชิด
  • ใช้เงินทุนจำนวนมาก
  • ความเสี่ยงเรื่องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินและค่าธรรมเนียม

คุณน้าแนะนำหุ้นจีนดาวเด่น ต้อนรับปีม้าไฟ

  • Alibaba: บริษัท E-Commerce ชั้นนำของจีน โดยมีแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Taobao, Tmall และ AliExpress
  • Baidu: บริษัทเทคโนโลยี โดยเป็นบริษัทเดียวที่มีการพัฒนาชิป AI แบบครบวงจร
  • SMIC: บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, สมาร์ตโฟน และยานยนต์
  • BYD: บริษัทผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle)
  • Tencent: บริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม เช่น เกมออนไลน์, โซเชียลเน็ตเวิร์ก, AI, อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวงการสื่อสารมวลชน
  • JD.com: บริษัท E-Commerce ชั้นนำของจีน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้ครอบคลุมธุรกิจไปที่โลจิสติก, Data, JD Property และธุรกิจต่างประเทศ
  • NetEase: บริษัทเทคโนโลยี และเกมออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน 
  • Meituan: บริษัทที่ให้บริการ Core Local Commerce ซึ่งครอบคลุมการให้บริการจองที่พัก, โรงแรม, ส่งอาหาร Delivery และการใช้เทคโนโลยีในการขนส่งสินค้าและบริการ
  • Xiaomi: บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตสมาร์ตโฟน, อุปกรณ์ IoT, EV, เซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์
  • Geely: บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน อีกทั้ง บริษัทยังดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม เช่น รถจักรยานยนต์, ดาวเทียม และมหาวิทยาลัย

เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุนหุ้นจีนรายตัวเหมาะกับใคร: เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้น เนื่องจากต้องอาศัยการวิเคราะห์หุ้นรายตัวแบบละเอียด ทั้งวิเคราะห์ภาพรวมตลาด, ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้น รวมไปถึงผลประกอบการของหุ้นตัวนั้น ๆ


ซื้อหุ้นจีนในรูปแบบ DR

นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นจีนในรูปแบบ DR หรือตราสารแสดงสิทธิ์ในหุ้นต่างประเทศที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ง่าย ๆ ผ่านโบรกเกอร์ไทย หรือแอปธนาคาร

  • สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
  • ซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ในตลาดหุ้นไทย
  • สามารถใช้เงินบาทในการซื้อขายได้โดยตรง
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขายต่ำกว่ากองทุนรวม

  • แม้จะซื้อขายเป็นเงินบาท แต่ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังมีอยู่
  • ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง เนื่องจากราคาไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับหลักทรัพย์อ้างอิงทั้งหมด (ขึ้นอยู่กับผู้ออก DR)
  • ตัวเลือกหุ้นค่อนข้างมีน้อย

คุณน้าแนะนำ 7 DR หุ้นจีน มีอะไรบ้างที่พื้นฐานดี

  1. BABA01, 06, 13, 23 และ 80: อ้างอิงหุ้น Alibaba 
  2. TENCENT01, 06, 13, 19 และ 80: อ้างอิงหุ้น Tencent
  3. XIAOMI01, 13, 19, 23 และ 80: อ้างอิงหุ้น Xiaomi
  4. BYDCOM01 และ 80: อ้างอิงหุ้น BYD
  5. JD80: อ้างอิงหุ้น JD.com
  6. MEITUAN19 และ 80: อ้างอิงหุ้น Meituan
  7. NETEASE80: อ้างอิงหุ้น Netease

สำหรับรหัสของ DR หุ้นจีนมีหลายตัว แม้จะอ้างอิงหุ้นตัวเดียวกัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับผู้ออก DR ด้วยค่ะ เช่น BABA01 ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ส่วน BABA13 ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

นอกจาก DR หุ้นจีนที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีตัวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยสามารถอ่านรายละเอียดภาพรวม DR ที่หน้าเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลยค่ะ

เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุน DR หุ้นจีนเหมาะกับใคร: DR หุ้นจีนเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นจีน อีกทั้ง ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว (DCA แบบรายเดือน)


ซื้อหุ้นจีนในรูปแบบกองทุนรวม

นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นจีนได้ผ่านกองทุนรวม ในปัจจุบันนี้ มีกองทุนรวมหลายกองที่กระจายการลงทุนไปใน 3 กลุ่มหลักของกองทุนหุ้นจีน ได้แก่ A-Shares, H-Shares และ All-Shares โดยสามารถลงทุนผ่านนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.), บลจ. และแอปธนาคาร โดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศค่ะ

  • เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ
  • กระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ เพราะกองทุนจีนมีนโยบายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม หรือหลายตลาดหลักทรัพย์
  • มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแลให้

  • มีค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน
  • ไม่สามารถซื้อขายได้แบบเรียลไทม์
  • ความเสี่ยงเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยน

คุณน้าแนะนำ 7 กองทุนจีน

  1. กองทุน K-CHINA-A(A): กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน-A ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน All-Shares (เน้น Active)
  2. กองทุน SCBCHA: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ ชนิดจ่ายเงินปันผล โดยลงทุน A-Shares (เน้น Passive)
  3. กองทุน PRINCIPAL CHTECH-A: กองทุนเปิดพรินซิเพิล ไชน่า เทคโนโลยี ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน Greater China Equity (เน้น Active)
  4. กองทุน DAOL-CHINATECH (Tech): กองทุนเปิด ดาโอ ไชน่า เทค โดยลงทุน H-Shares (เน้น Passive)
  5. กองทุน KFCSI300-A: กองทุนเปิดกรุงศรีไชน่าอิควิตี้ CSI 300 ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน A-Shares (เน้น Passive)
  6. กองทุน ES-COF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง China Opportunity โดยลงทุน All Shares (เน้น Active)
  7. กองทุน KKP CHINA-H: กองทุนเปิดเคเคพี ไชน่า เฮดจ์ โดยลงทุน All Shares (เน้น Passive)

*ข้อสังเกต: การลงทุนใน All Shares คือ การลงทุนที่ไม่จำกัดตลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาจลงทุนทั้ง A-Share, H-Share และ ADR เป็นต้น

เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุนกองทุนหุ้นจีนเหมาะกับใคร: เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจัดการให้ นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และต้องการลงทุนในระยะยาว อีกทั้ง ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการหุ้นพื้นฐานดีที่กำลังเติบโต



A-Share คือ ดัชนี CSI300 ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนและมีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ โดย A-share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ใช้สกุลเงินหยวน (CNY) ในการใช้ซื้อขาย อีกทั้ง A-Share สามารถซื้อขายได้เฉพาะนักลงทุนสัญชาติจีนและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นค่ะ

B-Share คือ ดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทเดียวกันกับ A-Share แต่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อขายได้ โดยจะใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินฮ่องกง

ADR หรือ American Depositary Receipt คือ หุ้นกลุ่มบริษัทที่มีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

H-Share คือ ดัชนี HSI ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดย H-Share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและใช้สกุลเงินฮ่องกง (HKD) ในการซื้อขายค่ะ ซึ่งความพิเศษของ H-Share คือ นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้



ตลาดหุ้นจีน ชื่ออะไร?

ตลาดหุ้นจีนมี 4 ตลาดหลัก โดยมีชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: SZSE), ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE), ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง (Beijing Stock Exchange: BSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Exchanges and Clearing: HKEX)

กองทุนจีน แนะนำกองไหนดี?

  • กองทุน K-CHINA-A(A)
  • กองทุน SCBCHA
  • กองทุน PRINCIPAL CHTECH-A
  • กองทุน DAOL-CHINATECH (Tech)
  • กองทุน KFCSI300-A
  • กองทุน ES-COF
  • กองทุน KKP CHINA-H

หุ้นจีน Index มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง?

สำหรับดัชนีหุ้นจีน หรือ China Index มีหลายตัวที่น่าสนใจค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนี CSI300, ดัชนี STAR 50 และดัชนี HSI เป็นต้น


ตลาดหุ้นจีนยังถือว่า น่าลงทุนในช่วงเวลานี้ค่ะ เนื่องจากการปรับมาตรการของรัฐบาลจีนที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าตลาดทุนในจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยคุณน้าเห็นว่า ตลาดยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ หากคุณต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนค่ะ

นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นจีนมีหลายช่องทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในตลาดโดยตรง, ลงทุน DR หุ้นจีน หรือแม้แต่การลงทุนผ่านกองทุน ทั้งนี้ การลงทุนก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและสไตล์การลงทุนของแต่ละคนด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: กรุงเทพธุรกิจ, SET และ Finnomena


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
บทวิเคราะห์คู่เงิน USDCHF 20 มีนาคม 2026
บทวิเคราะห์ USDCHF วันที่ 20 มีนาคม 2026

พบกับวิเคราะห์ USDCHF ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 20 มีนาคม 2026
วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 20 มีนาคม 2026

พบกับวิเคราะห์ GBPUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

แนะนำโบรกเกอร์ Forex สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อัปเดตปี 2026
แนะนำโบรกเกอร์ Forex สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ล่าสุดปี 2026

อยากเทรด Forex เริ่มต้นยังไงดี มีโบรกไหนเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่บ้าง วันนี้ คุณน้าจะมาแนะนำโบรกเกอร์ Forex สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อัปเดตปี 2026 กันค่ะ

บทวิเคราะห์คู่เงิน EURUSD 19 มีนาคม 2026
บทวิเคราะห์ EURUSD วันที่ 19 มีนาคม 2026

พบกับวิเคราะห์ EURUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy