ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจีนจะยังคงมีความร้อนแรงต้อนรับปี 2026 เนื่องจากรัฐบาลจีนมีการปรับนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเต็มที่ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนจับจังหวะลงทุนได้อย่างทันท่วงที คุณน้าจะมาไขข้อสงสัยว่า ตลาดหุ้นจีน ยังน่าลงทุนอยู่ไหม พร้อมกับแนะนำการซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนได้บ้าง? ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย!
*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ตลาดหุ้นจีน วันนี้เป็นอย่างไร?
หากพูดถึงตลาดหุ้นจีนในวันนี้ ดูเหมือนว่าจะกลับมาสดใสขึ้นกว่าปีก่อนค่ะ เนื่องจากปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนสร้างผลตอบแทนดีกว่าดัชนี S&P 500 โดยดัชนี CSI300 ปรับตัวขึ้น 20.93% และดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้น 32.50% ในขณะที่ S&P 500 อยู่ที่ 17.86% (ข้อมูลจากทันหุ้น วันที่ 16 มกราคม 2026)
นอกจากนี้ Goldman Sachs Group ได้คาดการณ์ว่าดัชนี MSCI China จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 เพราะได้รับแรงหนุนมาจาก AI และมาตรการเชิงนโยบายของรัฐบาลจีน ส่งผลให้ในปีนี้ นักลงทุนเริ่มมอง Sentiment ของตลาดหุ้นจีนในแนวโน้มที่ดีขึ้นค่ะ
5 ปัจจัยที่ทำให้หุ้นจีนเติบโตในวันนี้ มีอะไรบ้าง?

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แม้ว่า GDP ของจีนในไตรมาสสุดท้าย ปี 2025 จะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ GDP ในภาพรวมยังคงอยู่ในขอบของการขยายตัวค่ะ เนื่องจากดัชนี PMI ในภาคการผลิตของจีนยังคงเกิน 50 จุด ทำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังผลักดันการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ชาวจีนเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ
การประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นจีนตึงตัวต่ำกว่าที่ตลาดอื่น
การประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นจีนมีการตึงตัวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่น โดยเฉพาะกับดัชนี CSI300 และหากเศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ก็ย่อมเปิดโอกาสให้หุ้นจีนเติบโตเพิ่มมากขึ้น
การลดภาษีทางการค้าชั่วคราว
นับเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน เนื่องจากนโยบายกีดกันการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกามีการปรับนโยบายลดภาษีการค้าลงชั่วคราว เนื่องจากการเจรจาการค้ามีความคืบหน้าในทิศทางบวก ส่งผลให้โอกาสทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศเริ่มดีขึ้น
หุ้นกลุ่ม Technology กลายเป็นดาวเด่น
หุ้นกลุ่ม Technology เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมของอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% โดยหุ้นเทคโนโลยีจีนที่เป็นดาวเด่นมีหลายตัว เช่น BYD, Alibaba, Tencent และ Xiaomi
การปรับแก้นโยบาย เพื่อหนุนเศรษฐกิจ
ปัจจัยสุดท้าย คือ การปรับแก้นโยบายเพื่อหนุนเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจีนได้พยายามปรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น การประกาศนโยบาย Anti Involution เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยการห้ามให้ Platform Pricing บังคับให้ร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันและมหกรรมการค้าที่มากจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา หรือการผลิตสินค้าล้นตลาด เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้ภาคเอกชนขยายกิจการไปยังต่างประเทศ รวมไปถึงการเดินหน้าสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีอย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ
ความท้าทายของตลาดหุ้นจีนในอนาคตจะเป็นอย่างไร?
เห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดหุ้นจีนแสดงศักยภาพได้ค่อนข้างดีต้อนรับปีม้าไฟ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 15 สำหรับกลยุทธ์เด่นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี คือ ‘Shop in China, Expert in China and Invest in China’
นั่นหมายความว่า รัฐบาลพยายามดึงศักยภาพภายในประเทศให้มากที่สุด โดยเน้นไปที่การบริโภคภายในประเทศ, การสนับสนุนภาคเอกชน, การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและ AI อีกด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนมีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเช่นกันค่ะ โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดกำลังเผชิญภาวะ ‘ถดถอยเรื้อรัง’ จากราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับชาวจีนชะลอการซื้อบ้าน ส่งผลให้บ้านค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญปัญหาการค้างชำระหนี้ที่บานปลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว ทำให้นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงให้ดีค่ะ
การบริโภคภายในประเทศยังชะลอตัว
จากกลยุทธ์ ‘Shop in China, Expert in China and Invest in China’ ที่พยายามผลักดันการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น แต่ในมุมมองของผู้บริโภคนั้น ยังคงกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่มั่นคง ส่งผลให้การบริโภคในเมืองหลักมีการชะลอตัวลงค่ะ ในขณะที่เมืองรอยังไม่เติบโตเต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงตามไปด้วย
ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน
ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายที่นักลงทุนไทยควรติดตามเป็นพิเศษ คือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน เนื่องจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2025 เพื่อใช้ในการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไว้ว่า “การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” เพราะพี่น้องชาวจีนทั้ง 2 ฝั่งล้วนมีสายเลือดเดียวกัน
หากจีนเข้าแทรกแซงไต้หวันได้มากยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเผชิญการขาดแคลนสินค้าเทคโนโลยีทันที เพราะไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่หุ้นเทคโนโลยีจีนเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ครอบคลุมไปถึงเรื่องการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม และการเติบโตของประเทศในแถบเอเชียอีกด้วยค่ะ
ตลาดหุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่ไหม?
แม้ว่าตลาดหุ้นจีนยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอยู่บ้าง แต่สำหรับการลงทุนในระยะยาว คุณน้ามองว่าตลาดหุ้นจีนยังน่าลงทุนค่ะ เพราะแนวโน้มของหุ้นยังอยู่ในเชิงบวก โดยเฉพาะกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, พลังงานสะอาด และกลุ่มอุปโภคบริโภค โดยหุ้นกลุ่มนี้ ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีและยังเติบโตในอนาคต ควบคู่กับการปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนค่ะ
หากนักลงทุนปรับกลยุทธ์และกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ก็ถือว่าเป็นการจับจังหวะที่ดีเลยทีเดียวค่ะ
แนะนำซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนบ้าง?
สำหรับใครสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นจีน คุณน้าขอแนะนำการลงทุนหุ้นจีน 3 ช่องทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้
ซื้อหุ้นจีนรายตัวผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับตลาดหุ้นจีน
นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นจีนรายตัว โดยการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์ไทย, โบรกเกอร์ต่างประเทศ และแพลตฟอร์มที่ให้บริการลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนค่ะ
ข้อดีของการซื้อหุ้นจีนรายตัว
- ราคาซื้อขายแบบเรียลไทม์
- สามารถเลือกหุ้นรายตัวได้หลากหลาย
- ควบคุมการลงทุนได้อย่างเต็มที่
ข้อจำกัดของการซื้อหุ้นจีนรายตัว
- ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในตลาด อีกทั้ง ยังต้องติดตามสถานการณ์หุ้นจีนอย่างใกล้ชิด
- ใช้เงินทุนจำนวนมาก
- ความเสี่ยงเรื่องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินและค่าธรรมเนียม
คุณน้าแนะนำหุ้นจีนดาวเด่น ต้อนรับปีม้าไฟ
- Alibaba: บริษัท E-Commerce ชั้นนำของจีน โดยมีแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Taobao, Tmall และ AliExpress
- Baidu: บริษัทเทคโนโลยี โดยเป็นบริษัทเดียวที่มีการพัฒนาชิป AI แบบครบวงจร
- SMIC: บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, สมาร์ตโฟน และยานยนต์
- BYD: บริษัทผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle)
- Tencent: บริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม เช่น เกมออนไลน์, โซเชียลเน็ตเวิร์ก, AI, อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวงการสื่อสารมวลชน
- JD.com: บริษัท E-Commerce ชั้นนำของจีน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้ครอบคลุมธุรกิจไปที่โลจิสติก, Data, JD Property และธุรกิจต่างประเทศ
- NetEase: บริษัทเทคโนโลยี และเกมออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน
- Meituan: บริษัทที่ให้บริการ Core Local Commerce ซึ่งครอบคลุมการให้บริการจองที่พัก, โรงแรม, ส่งอาหาร Delivery และการใช้เทคโนโลยีในการขนส่งสินค้าและบริการ
- Xiaomi: บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตสมาร์ตโฟน, อุปกรณ์ IoT, EV, เซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์
- Geely: บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน อีกทั้ง บริษัทยังดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม เช่น รถจักรยานยนต์, ดาวเทียม และมหาวิทยาลัย
เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุนหุ้นจีนรายตัวเหมาะกับใคร: เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้น เนื่องจากต้องอาศัยการวิเคราะห์หุ้นรายตัวแบบละเอียด ทั้งวิเคราะห์ภาพรวมตลาด, ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้น รวมไปถึงผลประกอบการของหุ้นตัวนั้น ๆ
ซื้อหุ้นจีนในรูปแบบ DR
นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นจีนในรูปแบบ DR หรือตราสารแสดงสิทธิ์ในหุ้นต่างประเทศที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ง่าย ๆ ผ่านโบรกเกอร์ไทย หรือแอปธนาคาร
ข้อดีของการ DR หุ้นจีน
- สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
- ซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ในตลาดหุ้นไทย
- สามารถใช้เงินบาทในการซื้อขายได้โดยตรง
- ค่าธรรมเนียมการซื้อขายต่ำกว่ากองทุนรวม
ข้อจำกัดของ DR หุ้นจีน
- แม้จะซื้อขายเป็นเงินบาท แต่ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังมีอยู่
- ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง เนื่องจากราคาไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับหลักทรัพย์อ้างอิงทั้งหมด (ขึ้นอยู่กับผู้ออก DR)
- ตัวเลือกหุ้นค่อนข้างมีน้อย
คุณน้าแนะนำ 7 DR หุ้นจีน มีอะไรบ้างที่พื้นฐานดี
- BABA01, 06, 13, 23 และ 80: อ้างอิงหุ้น Alibaba
- TENCENT01, 06, 13, 19 และ 80: อ้างอิงหุ้น Tencent
- XIAOMI01, 13, 19, 23 และ 80: อ้างอิงหุ้น Xiaomi
- BYDCOM01 และ 80: อ้างอิงหุ้น BYD
- JD80: อ้างอิงหุ้น JD.com
- MEITUAN19 และ 80: อ้างอิงหุ้น Meituan
- NETEASE80: อ้างอิงหุ้น Netease
สำหรับรหัสของ DR หุ้นจีนมีหลายตัว แม้จะอ้างอิงหุ้นตัวเดียวกัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับผู้ออก DR ด้วยค่ะ เช่น BABA01 ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ส่วน BABA13 ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
นอกจาก DR หุ้นจีนที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีตัวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยสามารถอ่านรายละเอียดภาพรวม DR ที่หน้าเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลยค่ะ
เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุน DR หุ้นจีนเหมาะกับใคร: DR หุ้นจีนเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นจีน อีกทั้ง ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว (DCA แบบรายเดือน)
ซื้อหุ้นจีนในรูปแบบกองทุนรวม
นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นจีนได้ผ่านกองทุนรวม ในปัจจุบันนี้ มีกองทุนรวมหลายกองที่กระจายการลงทุนไปใน 3 กลุ่มหลักของกองทุนหุ้นจีน ได้แก่ A-Shares, H-Shares และ All-Shares โดยสามารถลงทุนผ่านนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.), บลจ. และแอปธนาคาร โดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศค่ะ
ข้อดีของกองทุนรวมจีน
- เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ
- กระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ เพราะกองทุนจีนมีนโยบายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม หรือหลายตลาดหลักทรัพย์
- มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแลให้
ข้อจำกัดของกองทุนจีน
- มีค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน
- ไม่สามารถซื้อขายได้แบบเรียลไทม์
- ความเสี่ยงเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยน
คุณน้าแนะนำ 7 กองทุนจีน
- กองทุน K-CHINA-A(A): กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน-A ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน All-Shares (เน้น Active)
- กองทุน SCBCHA: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ ชนิดจ่ายเงินปันผล โดยลงทุน A-Shares (เน้น Passive)
- กองทุน PRINCIPAL CHTECH-A: กองทุนเปิดพรินซิเพิล ไชน่า เทคโนโลยี ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน Greater China Equity (เน้น Active)
- กองทุน DAOL-CHINATECH (Tech): กองทุนเปิด ดาโอ ไชน่า เทค โดยลงทุน H-Shares (เน้น Passive)
- กองทุน KFCSI300-A: กองทุนเปิดกรุงศรีไชน่าอิควิตี้ CSI 300 ชนิดสะสมมูลค่า โดยลงทุน A-Shares (เน้น Passive)
- กองทุน ES-COF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง China Opportunity โดยลงทุน All Shares (เน้น Active)
- กองทุน KKP CHINA-H: กองทุนเปิดเคเคพี ไชน่า เฮดจ์ โดยลงทุน All Shares (เน้น Passive)
*ข้อสังเกต: การลงทุนใน All Shares คือ การลงทุนที่ไม่จำกัดตลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาจลงทุนทั้ง A-Share, H-Share และ ADR เป็นต้น
เคล็ด (ไม่) ลับ ลงทุนกองทุนหุ้นจีนเหมาะกับใคร: เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจัดการให้ นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และต้องการลงทุนในระยะยาว อีกทั้ง ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการหุ้นพื้นฐานดีที่กำลังเติบโต

เกร็ดความรู้? A-Share, B-Share, ADR และ H-Share
A-Share คือ ดัชนี CSI300 ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนและมีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ โดย A-share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ใช้สกุลเงินหยวน (CNY) ในการใช้ซื้อขาย อีกทั้ง A-Share สามารถซื้อขายได้เฉพาะนักลงทุนสัญชาติจีนและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นค่ะ
B-Share คือ ดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทเดียวกันกับ A-Share แต่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อขายได้ โดยจะใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินฮ่องกง
ADR หรือ American Depositary Receipt คือ หุ้นกลุ่มบริษัทที่มีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
H-Share คือ ดัชนี HSI ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดย H-Share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและใช้สกุลเงินฮ่องกง (HKD) ในการซื้อขายค่ะ ซึ่งความพิเศษของ H-Share คือ นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตลาดหุ้นจีน
ตลาดหุ้นจีน ชื่ออะไร?
ตลาดหุ้นจีนมี 4 ตลาดหลัก โดยมีชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: SZSE), ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE), ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง (Beijing Stock Exchange: BSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Exchanges and Clearing: HKEX)
กองทุนจีน แนะนำกองไหนดี?
- กองทุน K-CHINA-A(A)
- กองทุน SCBCHA
- กองทุน PRINCIPAL CHTECH-A
- กองทุน DAOL-CHINATECH (Tech)
- กองทุน KFCSI300-A
- กองทุน ES-COF
- กองทุน KKP CHINA-H
หุ้นจีน Index มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง?
สำหรับดัชนีหุ้นจีน หรือ China Index มีหลายตัวที่น่าสนใจค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนี CSI300, ดัชนี STAR 50 และดัชนี HSI เป็นต้น
สรุปซื้อหุ้นจีนยังไง มีช่องทางไหนบ้าง
ตลาดหุ้นจีนยังถือว่า น่าลงทุนในช่วงเวลานี้ค่ะ เนื่องจากการปรับมาตรการของรัฐบาลจีนที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าตลาดทุนในจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยคุณน้าเห็นว่า ตลาดยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ หากคุณต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนค่ะ
นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นจีนมีหลายช่องทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในตลาดโดยตรง, ลงทุน DR หุ้นจีน หรือแม้แต่การลงทุนผ่านกองทุน ทั้งนี้ การลงทุนก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและสไตล์การลงทุนของแต่ละคนด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจได้ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก: กรุงเทพธุรกิจ, SET และ Finnomena
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge








