Maximum Drawdown คือ ตัวชี้วัดสถิติตัวเลขที่บอกว่าพอร์ตการลงทุนของเราเคยดรอปลงมาลึกที่สุดกี่เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดค่ะ มือใหม่หลายคนคงเคยเห็นเพื่อนๆ โชว์พอร์ตกำไรเขียวๆ แล้วเกิดอาการใจสั่นอยากทุ่มสุดตัวใช่ไหมคะ? แต่การดูแค่กำไรอย่างเดียวโดยไม่เช็กว่ายามตลาดร่วง พอร์ตนั้นเคยขาดทุนสะสมลึกแค่ไหน มันเหมือนการขับรถเร็วโดยไม่ใส่เข็มขัดนิรภัยเลยค่ะ ในบทความนี้ คุณน้าจะมาสรุปเรื่อง Maximum Drawdown ให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันพอร์ตล้มกันค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Maximum Drawdown คืออะไร?
Maximum Drawdown (MDD) คือ ตัวชี้วัดความเสี่ยงสถิติที่แสดงผลการขาดทุนสะสมสูงสุดของพอร์ตการลงทุน โดยวัดจากจุดที่มูลค่าพอร์ตขึ้นไปสูงที่สุด (Peak) ลงมาจนถึงจุดที่มูลค่าต่ำที่สุด (Trough) ก่อนที่พอร์ตจะเริ่มทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งค่ะ
การเข้าใจ Peak to Trough ทำได้ง่ายมากๆ ให้ลองนึกภาพเหมือนการขึ้นภูเขาและลงเหวค่ะ สมมติว่าพอร์ตของเราเคยเติบโตไปจนถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา แต่แล้วตลาดเกิดการย่อตัวอย่างหนักจนมูลค่าดรอปลงมาที่จุดต่ำสุดในเหว ระยะห่างระหว่างยอดเขากับจุดต่ำสุดในเหวตรงนี้แหละค่ะคือค่า Drawdown ซึ่งตัวเลข Maximum Drawdown จะหยิบเอาช่วงเวลาที่เหวนั้น “ลึกที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของพอร์ตมาบอกเรานั่นเองค่ะ
Drawdown ต่างจาก Loss ยังไง?
หลายคนที่เพิ่งเริ่มลงสนามเทรดมักจะสับสนระหว่างคำว่า Loss กับ Drawdown อยู่เสมอค่ะ คุณน้าขอสรุปความแตกต่างให้เห็นภาพง่ายๆ ดังนี้นะคะ
- Loss (การขาดทุน): หมายถึง ผลขาดทุนเฉพาะไม้หรือเฉพาะออเดอร์ที่เราปิดสถานะไปแล้ว เช่น วันนี้เราตัดขาดทุนออเดอร์ EUR/USD ไป 50 USD ก็นับว่าเป็น Loss ของไม้นั้นๆ ค่ะ
- Drawdown (การลดลงของมูลค่าพอร์ต): หมายถึง การลดลงของมูลค่าพอร์ตรวมทั้งหมดตั้งแต่จุดสูงสุด ไม่ว่าออเดอร์เหล่านั้นจะปิดสัญญาไปแล้วหรือยังเปิดค้างอยู่ก็ตาม
ข้อสังเกตเพิ่มเติม: Drawdown ไม่ได้บอกว่าเราเทรดแพ้กี่ครั้ง แต่มันสะท้อนถึง “แรงกระแทกทางอารมณ์” และประสิทธิภาพของแผนจิตวิทยาการเทรด forex ในการรับมือกับช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจค่ะ พอร์ตที่มีกำไรโตสูงมากๆ แต่ระหว่างทางเคยเจอ Drawdown ลึกถึง 70% แปลว่าผู้ถือพอร์ตต้องทนเห็นเงินหายไปเกินครึ่งเพื่อแลกกับกำไรนั้นค่ะ
Maximum Drawdown คำนวณยังไง และดูจากตรงไหน?
การคำนวณ Maximum Drawdown ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดค่ะ โดยสูตรสากลเบื้องต้นคิดจากส่วนต่างระหว่างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด หารด้วยจุดสูงสุดค่ะ
สูตรคำนวณ
Maximum Drawdown (%) = ((มูลค่าสูงสุดของพอร์ต – มูลค่าต่ำสุดของพอร์ต) / มูลค่าสูงสุดของพอร์ต) x 100
ตัวอย่างการคำนวณ Maximum Drawdown แบบเห็นภาพ
คุณน้าขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาของคุณ A เพื่อให้เข้าใจการคำนวณได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
- คุณ A เริ่มต้นเปิดพอร์ตเทรดด้วยเงินทุน 100,000 บาท
- ต่อมาทำกำไรจนพอร์ตโตขึ้นไปแตะจุดสูงสุด (Peak) ที่ 150,000 บาท
- หลังจากนั้น ตลาดเกิดความผันผวนหนัก พอร์ตของคุณ A ย่อตัวลงมาเรื่อยๆ จนเหลือต่ำสุด (Trough) ที่ 90,000 บาท
- จากนั้น พอร์ตค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาใหม่จนเกิน 150,000 บาทได้อีกครั้ง
จากตัวอย่างนี้ มูลค่าสูงสุดคือ 150,000 บาท และจุดต่ำสุดคือ 90,000 บาท
คำนวณได้ดังนี้: (150,000 – 90,000) / 150,000) x 100 = 40%
แปลว่าพอร์ตของคุณ A เคยเจอ Maximum Drawdown เท่ากับ 40% นั่นเองค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า
สิ่งที่ต้องระวังคือ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเอาเงินต้นแรกเริ่ม (100,000 บาท) มาคำนวณ แต่ในความเป็นจริง MDD จะคิดจาก “จุดสูงสุดที่พอร์ตเคยทำได้” (150,000 บาท) เสมอค่ะ การรู้ค่านี้จะช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ว่า หากเงินกำไรและเงินต้นหายไป 40% สภาพจิตใจของเรายังสามารถเทรดตามแผนเดิมได้อยู่หรือไม่ค่ะ
Maximum Drawdown สูงแค่ไหนถึงน่ากังวล?
ระดับ Maximum Drawdown ที่ยอมรับได้จะขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนและประเภทสินทรัพย์ที่เราเทรดด้วยค่ะ โดยคุณน้าแบ่งเกณฑ์ประเมินเบื้องต้นไว้ดังนี้ค่ะ
| ประเภทสินทรัพย์ / สไตล์การเทรด | ระดับ MDD ปกติ | ระดับ MDD ที่เริ่มน่ากังวล |
|---|---|---|
| กองทุนรวมตราสารหนี้ / หุ้นปันผล | 3% – 10% | มากกว่า 15% ขึ้นไป |
| กองทุนรวมหุ้น / หุ้นเติบโต | 15% – 25% | มากกว่า 35% ขึ้นไป |
| การเทรด Forex / Crypto / EA | 10% – 20% | มากกว่า 30% ขึ้นไป |
เหตุผลที่ MDD สูงๆ น่ากลัว ไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจอย่างเดียวนะคะ แต่เกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวของพอร์ต (Recovery Rate) ด้วยค่ะ เพราะเวลาพอร์ตลบเป็นเปอร์เซ็นต์ การทำกำไรกลับคืนมาให้เท่าทุนต้องใช้เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าเสมอ เช่น
- หากพอร์ตเจอ MDD -10% เราต้องการกำไร +11.1% เพื่อกลับมาเท่าทุน
- หากพอร์ตเจอ MDD -30% เราต้องการกำไร +42.9% เพื่อกลับมาเท่าทุน
- หากพอร์ตเจอ MDD -50% เราต้องการกำไรสูงถึง +100% (ทำเงินโต 1 เท่าตัว) เพียงเพื่อกลับมาที่เดิมค่ะ!
ดังนั้น หากเห็นระบบเทรดหรือกองทุนไหนมีค่า Maximum Drawdown สูงเกิน 30-50% ขึ้นไป นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบนั้นอาจใช้ Leverage สูงเกินไป หรือขาดการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีค่ะ
Maximum Drawdown ใช้ดูอะไรตอนเลือกกองทุนและระบบเทรด?
เวลาที่เราเลือกกองทุนรวมจากหนังสือชี้ชวน (Factsheet) หรือเลือกระบบเทรดอัตโนมัติ (EA / Copy Trade) จากเว็บประเมินผลอย่าง Myfxbook ตัวเลข Maximum Drawdown จะบอกข้อมูลสำคัญ 2 ด้านดังนี้ค่ะ
- ประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงเบื้องหลังกำไร: กองทุน A ให้ผลตอบแทน 20% ต่อปี แต่มี MDD 40% ขณะที่กองทุน B ให้ผลตอบแทน 15% ต่อปี แต่มี MDD เพียง 10% สำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยงสูง กองทุน B ถือว่าเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่าต่อความเสี่ยงดีกว่ามากค่ะ
- ใช้ประเมินร่วมกับ Sharpe Ratio: นักลงทุนระดับมืออาชีพมักนำ MDD มาวิเคราะห์คู่กับ Sharpe Ratio เพื่อดูว่าผลตอบแทนที่ทำได้นั้น คุ้มค่ากับความผันผวนและดรอปดาวน์ที่พอร์ตต้องเผชิญหรือไม่
ข้อควรระวัง
ค่า MDD ในอดีตเป็นเพียงสถิติย้อนหลัง ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าในอนาคตพอร์ตจะไม่เจอดรอปดาวน์ที่ลึกกว่าเดิมนะคะ หากสภาวะตลาดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Black Swan Event) ค่า MDD ใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่า Max Drawdown ยิ่งมากยิ่งดีไหม?
ไม่ดีค่ะ ค่า Max Drawdown ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะแสดงว่าพอร์ตการลงทุนมีความผันผวนต่ำ และเคยผ่านช่วงขาดทุนสะสมหนักๆ ไม่ลึก ทำให้เสี่ยงต่อการล้างพอร์ตน้อยกว่าค่ะ
Maximum Drawdown คืออะไร และสะท้อนอะไรในพอร์ต?
Maximum Drawdown คือ เปอร์เซ็นต์การขาดทุนสะสมสูงสุดจากจุดสูงสุดลงมาจุดต่ำสุดของพอร์ต สะท้อนถึงความเสี่ยงสูงสุดในอดีตและประสิทธิภาพในการคุมความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุนหรือเทรดเดอร์ค่ะ
ถ้าพอร์ตเจอ MDD หนักๆ ควรทำอย่างไร?
ควรหยุดพักการเทรดเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนค่ะ เช็กว่าระบบเทรดมีจุดบกพร่องตรงไหน มีการใช้ Lot Size หรือ Leverage สูงเกินไปหรือไม่ แล้วปรับปรุงแผน risk management forex ใหม่ก่อนกลับเข้าตลาดค่ะ
สรุป Maximum Drawdown คือ
สรุปแล้ว Maximum Drawdown คือ ตัวเลขสถิติที่ช่วยเตือนสติให้เราไม่มองแค่เรื่องกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยให้เราเห็นความเสี่ยงสูงสุดที่พอร์ตเคยเจ็บหนักมาด้วยค่ะ การเลือกสินทรัพย์หรือระบบเทรดที่มีค่า MDD เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ จะช่วยให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจ และรอดชีวิตอยู่ในตลาดได้ในระยะยาวค่ะ อย่าลืมนำเรื่องนี้ไปปรับใช้ร่วมกับการวางแผน risk management forex และการบริหารเงินทุน maximum drawdown กันอยู่เสมอนะคะ
การลงทุนมีความเสี่ยงและมีผันผวนสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Bank for International Settlements (BIS) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







