คุยหุ้นสหรัฐ เจาะลึกทุกมุมมอง วันที่ 12 มกราคม 2026

คุยหุ้นสหรัฐ เจาะลึกทุกมุมมอง วันที่ 12 มกราคม 2026
Table of Contents

หุ้นสหรัฐถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวของหุ้นสหรัฐเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาคุยหุ้น เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงและมุมมองในการลงทุน สายวิเคราะห์หุ้นสหรัฐห้ามพลาดบทความนี้!

คุยหุ้นสหรัฐวันนี้ (US30 / DJIA)

บทวิเคราะห์ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานหุ้นสหรัฐ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในสัปดาห์ซื้อขายเต็มสัปดาห์แรกของปี 2026 โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average (DJIA) ปรับเพิ่มขึ้น 0.48% ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางรายงานการจ้างงานเดือนธันวาคมที่ออกมาอ่อนกว่าที่คาดเล็กน้อย ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งช่วยตอกย้ำมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังสามารถเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้ โดยไม่ส่งสัญญาณถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะใกล้ ซึ่งภาพรวมตลาดแรงงานที่ชะลอลงแต่ยังมีเสถียรภาพนี้ ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แม้ยังมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อยู่ก็ตามค่ะ

ภายในดัชนี Dow หุ้นที่ปรับตัวขึ้นนำตลาด ได้แก่ Home Depot (+4.2%) Sherwin-Williams (+3.6%) และ Boeing (+3.1%) สะท้อนความสนใจที่กลับมาในหุ้นที่เชื่อมโยงกับภาคที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรม หลังอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเริ่มผ่อนคลาย และความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ในทางตรงกันข้าม หุ้นอย่าง American Express (-1.9%) Amgen (-1.2%) และ UnitedHealth (-0.8%) ปรับตัวอ่อนลงเล็กน้อย และถ่วงดัชนีอยู่บ้าง ขณะที่ภาพรวมของ DJIA สะท้อนการหมุนย้ายเงินลงทุนไปสู่หุ้นเชิงมูลค่า วัสดุ และอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำผลงานได้ดีในช่วงต้นปี 2026 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตามหลังหุ้นเทคโนโลยีมาหลายปีค่ะ

นอกเหนือจากหุ้นใน Dow แต่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศตลาดโดยรวม หุ้น Intel พุ่งขึ้นเกือบ 11% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงผลตอบแทนจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถือหุ้นในบริษัท ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปโดยรวมฟื้นตัวขึ้นตามมา ขณะที่ Vistra Energy พุ่งขึ้นมากกว่า 10% หลังประกาศข้อตกลงจัดหาพลังงานกับ Meta ส่วนหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยก็ปรับตัวขึ้นแรง หลังทรัมป์เสนอแผนเข้าซื้อพันธบัตรสินเชื่อที่อยู่อาศัยมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกดอัตราดอกเบี้ยจำนองลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความชื่นชอบของตลาดต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคการผลิตและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการเติบโตภายในประเทศค่ะ

ทั้งนี้ โดยภาพรวม การปรับตัวขึ้นของ DJIA สะท้อนถึงตลาดที่กำลังสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายการเงิน และการหมุนย้ายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่เคยเป็นผู้นำตลาดเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น แม้มูลค่าหุ้นโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องภาษีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อาจก่อให้เกิดความผันผวนได้ แต่โมเมนตัมระยะสั้นยังเอื้อประโยชน์ต่อหุ้นบลูชิพในกลุ่มอุตสาหกรรม วัสดุ และที่อยู่อาศัย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวอยู่ค่ะ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า โครงสร้างของดัชนี Dow ที่คำนวณแบบถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของหุ้นราคาสูง เช่น Home Depot และ American Express มีอิทธิพลต่อทิศทางดัชนีเป็นพิเศษ อีกทั้งการปรับตัวขึ้นในช่วงหลังยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยมหภาค โดยการเติบโตของการจ้างงานที่ชะลอลงและอัตราการว่างงานที่ทรงตัว บ่งชี้ถึงวัฏจักรเศรษฐกิจที่เริ่มราบเรียบ ซึ่งอาจทำให้ Fed ยังคงพิจารณาการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2026 และส่งผลสนับสนุนตลาดหุ้นต่อไปค่ะ

บทวิเคราะห์ภาพรวมทางเทคนิคหุ้นสหรัฐ

คุยหุ้นสหรัฐ วันที่ 12 มกราคม 2026

ดัชนี US30 ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหลักอย่างชัดเจนค่ะ แม้ว่าโมเมนตัมระยะสั้นจะเริ่มชะลอลง พฤติกรรมราคาช่วงหลายเซสชันล่าสุดสะท้อนถึงการแกว่งตัวสะสม โดยดัชนียังคงยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นและระยะกลางที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติหลังจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน และบ่งชี้ว่าเป็นการพักฐานมากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศของแนวโน้มค่ะ

ในฝั่งขาขึ้น แนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญอยู่ที่โซน 49,500–49,550 หากราคาสามารถปิดรายวันเหนือโซนนี้ได้อย่างเด็ดขาด จะเป็นการยืนยันการไปต่อของแนวโน้ม และมีโอกาสกระตุ้นแรงซื้อจากโมเมนตัมอีกครั้ง เปิดทางให้ราคาเคลื่อนตัวไปสู่บริเวณ 49,900–50,000 ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญ อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะเกิดการเบรกเอาต์ดังกล่าว ความพยายามปรับขึ้นอาจยังเผชิญแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนบริเวณใกล้จุดสูงสุดอยู่ค่ะ

ในฝั่งขาลง แนวรับแรกอยู่แถวบริเวณ 49,000 ตราบใดที่ US30 ยังยืนเหนือโซนนี้ได้ การย่อตัวลงมีแนวโน้มจะถูกมองว่าเป็นเพียงการปรับฐานค่ะ แต่หากเกิดการย่อลึกลงมา แนวรับถัดไปที่ควรจับตาคือบริเวณ 48,600–48,700 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดแรงซื้อสะสมได้ หากบรรยากาศความเสี่ยงโดยรวมยังคงเป็นบวกค่ะ

ทั้งนี้ เครื่องมือวัดโมเมนตัมยังสนับสนุนมุมมองการแกว่งตัวสะสม โดย RSI ได้ปรับลดลงจากเขตซื้อมากเกินไป แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลาง แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันฝั่งขาลงยังจำกัดในระยะนี้ ตราบใดที่ราคายังอยู่เหนือ 48,600 มุมมองทางเทคนิคยังคงเป็นขาขึ้นถึงเป็นกลาง โดยให้น้ำหนักกับการเทรดในกรอบ พร้อมโอกาสที่จะเบรกทะลุขึ้น มากกว่าการปรับตัวลงต่อเนื่องค่ะ

โดยสรุป คุณน้ามองว่าภาพเทคนิคระยะสั้นยังชี้ไปที่การแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 49,000 ถึง 49,500 และมีแนวโน้มขาขึ้น หากปัจจัยมหภาคและบรรยากาศของตลาดหุ้นยังคงสนับสนุน โดยการเบรกทะลุขึ้นเหนือ 49,550 อย่างชัดเจนจะทำให้จุดโฟกัสขยับไปที่ระดับ 50,000 ขณะที่การปิดรายวันต่ำกว่า 48,600 จะเป็นสัญญาณของการปรับฐานที่ลึกลงไปยังบริเวณ 48,200 ซึ่งจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเดินหน้าต่อของแนวโน้ม ไปสู่ช่วงของการพักฐานในกรอบที่กว้างขึ้นค่ะ

📍ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทางเทคนิค (US30 / DJIA)

  • แนวรับสำคัญ : 49320.8, 49292.2, 49245.7
  • แนวต้านสำคัญ : 49413.8, 49442.4, 49488.9

ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ

ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ

ที่มา : Forexfactory

กำหนดการรายงานผลประกอบการ

กำหนดการรายงานผลประกอบการ

ที่มา : TradingView

📍หุ้นสหรัฐที่น่าจับตามอง

  • Intel (INTC): ได้ทะลุขึ้นเหนือแนวต้าน $42–43 อย่างชัดเจน ยืนยันการกลับตัวเชิงบวกในระยะสั้นหลังจากที่ถูกกดฐานมานาน ตัวชี้วัดโมเมนตัมยังแข็งแกร่ง ราคาปรับขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วัน สะท้อนถึงการเร่งตัวของแนวโน้ม โดยแนวต้านถัดไปอยู่ที่ $48–50 ส่วนแนวรับแรกอยู่ที่ $43.50 และรองลงมาที่ $41.00 ตราบใดที่ INTC ยังคงยืนเหนือ $43 แนวโน้มทางเทคนิคยังคงเป็นบวก แต่คาดว่าอาจมีการปรับฐานระยะสั้นหลังจากการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ
  • Home Depot (HD): กลับตัวขึ้นเหนือแนวต้าน $360–365 และยืนยันเทรนด์ขาขึ้นระยะกลาง โมเมนตัมยังหนุนให้หุ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $385–390 ขณะที่แนวรับแรกอยู่ที่ $365 และแนวรับถัดไปที่ $350 ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน โดยโครงสร้างเทรนด์ยังคงเป็นบวกตราบใดที่หุ้นไม่หลุด $360 ค่ะ
  • Sherwin-Williams (SHW): ทะลุขึ้นเหนือโซน $340–345 ซึ่งเป็นพื้นที่กดดันราคาหลายครั้งก่อนหน้า ทำให้หุ้นเข้าสู่โหมดค้นหาราคาสูงสุดใหม่ แนวต้านถัดไปอยู่ที่ $365–370 ขณะที่แนวรับแรกอยู่ที่ $345 โดยหากแม้จะมีการปรับฐานลึกไปที่ $330 เทรนด์ระยะกลางคาดว่าจะยังคงเป็นบวก และยังแข็งแกร่งกว่าดัชนี Dow สะท้อนว่า SHW มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดในช่วงที่เงินลงทุนหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Materials ค่ะ
  • Boeing (BA): ปรับขึ้นเหนือแนวต้าน $225–230 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแนวรับระยะสั้น ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างทางเทคนิค เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ $245–250 ขณะที่แนวรับปัจจุบันอยู่ที่ $230 และแนวรับถัดไปที่ $220 ซึ่งเป็นจุดที่แรงซื้อเข้ามาอย่างชัดเจน โดยโมเมนตัมปรับตัวดีขึ้นแต่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ BA เหมาะกับการลงทุนตามทิศทางตลาด มากกว่าการไล่ตามแรงโมเมนตัมค่ะ
  • Vistra Energy (VST): อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นแรง หลังทะลุ $150 และเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมปริมาณการซื้อขายสูง แนวต้านถัดไปอยู่ที่ $175–180 ซึ่งคาดว่าจะมีแรงขายทำกำไร ขณะที่แนวรับแรกอยู่ที่ $155 และแนวรับถัดไปที่ $145 ตราบใดที่ราคายังคงเหนือ $150 ในช่วงปรับฐาน โครงสร้างทางเทคนิคยังสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง แต่คาดว่าความผันผวนจะสูงเนื่องจากการปรับขึ้นที่มีความชันค่ะ

🔍คุณน้าแนะนำเทรดหุ้น CFD ไปกับโบรกเกอร์ IUX

เทรดหุ้น CFD กับ IUX โบรกเกอร์หุ้นค่าธรรมเนียมถูก

IUX มีการให้บริการซื้อขายหุ้น CFD ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (M7) อีกทั้งยังมีหุ้นให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca Cola, Adobe, Alibaba, McDonalds Incorporated และ Netflix เป็นต้น ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่และเทรดเดอร์รายย่อยที่มีต้นทุนจำกัดแล้วต้องการซื้อขายหุ้นระดับโลก

สรุปคุยหุ้นสหรัฐและแนวโน้มในการลงทุน (US30 / DJIA)

จุดน่าเข้า Buy

  • Buy/ Long 1 : หากมีการแตะแนวรับที่ช่วงราคา 49240.8 – 49320.8 แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับที่ 49320.8 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 49415.5 และ SL ที่ประมาณ 49200.8 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
  • Buy/ Long 2 : หากสามารถทะลุแนวต้านที่ช่วงราคา 49413.8 – 49493.8 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 49537.1 และ SL ที่ประมาณ 49280.8 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้

จุดน่าเข้า Sell

  • Sell/ Short 1 : หากมีการแตะแนวต้านที่ช่วงราคา 49413.8 – 49493.8 แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 49413.8 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 49293.9 และ SL ที่ประมาณ 49533.8 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
  • Sell/ Short 2 : หากสามารถทะลุแนวรับที่ช่วงราคา 49240.8 – 49320.8 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 49172.3 และ SL ที่ประมาณ 49453.8 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้

คำเตือน

บทวิเคราะห์นี้ใช้สำหรับการศึกษาข้อมูลของหุ้นสหรัฐเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์และศึกษาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ประกอบกับศึกษาแนวโน้มหุ้นและข่าวสหรัฐก่อนตัดสินใจลงทุน


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of คุณน้า
คุณน้า
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
คุยหุ้นสหรัฐ เจาะลึกทุกมุมมอง วันที่ 12 มกราคม 2026
คุยหุ้นสหรัฐ เจาะลึกทุกมุมมอง วันที่ 12 มกราคม 2026

ในบทความนี้เราจะมาคุยหุ้น เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงและมุมมองในการลงทุน สายหุ้นสหรัฐห้ามพลาดบทความนี้!

บทวิเคราะห์คู่เงิน AUDUSD 11 มกราคม 2026
บทวิเคราะห์ AUDUSD วันที่ 11 มกราคม 2026

พบกับวิเคราะห์ AUDUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

บทวิเคราะห์คู่เงิน EURUSD 11 มกราคม 2026
บทวิเคราะห์ EURUSD วันที่ 11 มกราคม 2026

พบกับวิเคราะห์ EURUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 มกราคม 2026
วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 มกราคม 2026

พบกับวิเคราะห์ USDJPY ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy