หุ้นสหรัฐถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวของหุ้นสหรัฐเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาคุยหุ้น เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงและมุมมองในการลงทุน สายวิเคราะห์หุ้นสหรัฐห้ามพลาดบทความนี้!
คุยหุ้นสหรัฐวันนี้ (US 500/ S&P 500)
บทวิเคราะห์ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานหุ้นสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ในกรอบแคบ และแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเล็กน้อย และปิดลบสำหรับทั้งสัปดาห์ เนื่องจากตลาดเข้าสู่ช่วงสำคัญของฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ดัชนียังคงแกว่งตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 7,000 เล็กน้อย ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากยังคงมองว่าเป็นสัญญาณของความแข็งแกร่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเมืองและนโยบายที่เพิ่มขึ้นค่ะ
ภาคเฮลธ์แคร์เป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดของ S&P 500 ในวันศุกร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวโดดเด่น และยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องจากสัญญาณเชิงบวกของห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก ท่ามกลางผลประกอบการของกลุ่มธนาคารโดยรวมที่ออกมาค่อนข้างดี สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังสนับสนุนการเติบโต อย่างไรก็ดี กลุ่มการเงินกลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในภาพรายสัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอการจำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอนาคตค่ะ
ทั้งนี้ ในระยะนี้ ผลประกอบการถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 โดยธนาคารขนาดใหญ่อย่าง JPMorgan Bank of America และ Wells Fargo รายงานผลกำไรดีกว่าคาด แต่การตอบสนองของราคาหุ้นยังคงหลากหลาย โดยแรงบวกกระจุกตัวอยู่ที่ Morgan Stanley และ Goldman Sachs ขณะที่ PNC Financial รายงานกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่วน Regions Financial รายงานกำไรที่ปรับแล้วต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ดี หุ้นขนาดใหญ่ใน S&P 500 อย่าง Netflix Johnson & Johnson Intel Visa และ Abbott Laboratories เตรียมประกาศผลประกอบการเร็ว ๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เห็นภาพพื้นฐานของแต่ละอุตสาหกรรมชัดเจนขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มการเงินค่ะ
สำหรับหุ้นรายตัว ความแตกต่างของผลการดำเนินงานมีความชัดเจน โดยหุ้นกลุ่มชิปและ AI ปรับตัวโดดเด่นที่สุด Super Micro Computer และ Micron Technology ติดอันดับหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดใน S&P 500 สะท้อนความคาดหวังต่ออุปสงค์จาก AI และภาวะอุปทานหน่วยความจำที่ตึงตัว โดย Morgan Stanley ตอกย้ำมุมมองดังกล่าว ชี้ว่าหน่วยความจำมีแนวโน้มกลายเป็นคอขวดสำคัญของการพัฒนา AI มากกว่าพลังประมวลผล ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอย่าง Micron รวมถึงผู้นำตลาด DRAM และ NAND รายอื่น ๆ ค่ะ
ในฝั่งเฮลธ์แคร์ หุ้น Moderna พุ่งแรงหลังจากปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2025 ขณะที่ Penumbra ได้แรงหนุนจากข่าวการเข้าซื้อกิจการโดย Boston Scientific ในทางตรงกันข้าม หุ้นเชิงป้องกันขนาดใหญ่อย่าง UnitedHealth และ Salesforce กดดันดัชนี และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กลุ่มเฮลธ์แคร์อ่อนแอในภาพรวมค่ะ
โดยภาพรวม คุณน้ามองว่า S&P 500 ยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ การปรับตัวลงเล็กน้อยในรอบสัปดาห์สะท้อนท่าทีระมัดระวังของตลาด การหมดอายุของสัญญาออปชันรายเดือน และความไม่แน่นอนจากประเด็นนโยบายการค้า อย่างไรก็ดี ภายในโครงสร้างตลาด สัญญาณเชิงบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยภาวะผู้นำตลาดกระจายตัวมากขึ้น เม็ดเงินหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากไปสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นเทคโนโลยีด้านเฮลธ์แคร์ และหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ซึ่งเริ่มให้ผลตอบแทนเหนือดัชนี สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่หุ้น ขณะที่ผลประกอบการจากบริษัทขนาดใหญ่ใน S&P 500 ที่กำลังจะทยอยประกาศ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป ว่าจะสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง หรือเผยให้เห็นแรงกดดันในกลุ่มอุตสาหกรรมนอกภาคการเงิน โดยสรุปแล้ว ปัจจัยพื้นฐานชี้ว่า S&P 500 ยังมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง แต่มีความเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านนโยบายมหภาคและความเสี่ยงจากผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามคาดในกลุ่มสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าดัชนีจะสามารถทะลุจากกรอบปัจจุบันได้หรือไม่ค่ะ
บทวิเคราะห์ภาพรวมทางเทคนิคหุ้นสหรัฐ

ดัชนี S&P 500 ปัจจุบันเคลื่อนไหวแกว่งตัวพักฐานอยู่ต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่สำคัญบริเวณ 7,000 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนค่อนข้างมาก คุณน้ามองว่าในเชิงแนวโน้ม ดัชนียังคงอยู่ในขาขึ้นระยะกลาง เนื่องจากราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 100 วันที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมระยะสั้นเริ่มชะลอตัวลง สะท้อนจากการเคลื่อนไหวในกรอบแคบและแรงซื้อต่อเนื่องฝั่งขาขึ้นที่เริ่มลดลง หลังจากพยายามปรับตัวขึ้นหลายครั้งในช่วงก่อนหน้า โดยลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าว คุณน้ามองว่าเป็นการพักฐานในช่วงต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มค่ะ
ในมุมมองแนวรับและแนวต้าน แนวรับที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่บริเวณ 6,840–6,860 ซึ่งเป็นฐานของการพักตัวล่าสุด หากดัชนีปรับตัวหลุดลงต่ำกว่าบริเวณนี้อย่างชัดเจน คุณน้ามองว่าอาจเปิดทางให้เกิดการปรับฐานลงไปสู่โซน 6,700–6,750 ซึ่งเป็นระดับที่คาดว่าจะมีแรงซื้อเชิงเทคนิคเข้ามารองรับค่อนข้างมาก ขณะที่ฝั่งแนวต้าน บริเวณ 6,950–7,000 ยังคงเป็นโซนสำคัญ หากสามารถปิดตลาดรายวันเหนือระดับ 7,000 ได้ พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่มีนัยสำคัญ และอาจกระตุ้นแรงซื้อจากโมเมนตัมให้ดัชนีปรับขึ้นต่อไปยังบริเวณ 7,150–7,250 ได้ค่ะ
ด้านตัวชี้วัดโมเมนตัมโดยรวมสะท้อนภาพเป็นกลางถึงค่อนข้างบวกเล็กน้อย ค่า RSI ยังคงเคลื่อนไหวอยู่แถวระดับกลางบริเวณ 50 กว่า ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดยังไม่อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป สนับสนุนมุมมองว่าดัชนียังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบต่อไปในระยะสั้น
โดยสรุปในเชิงเทคนิค คุณน้ามองว่าในระยะสั้น US500 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 6,840 ถึง 7,000 พร้อมกับความผันผวนระหว่างวันที่ค่อนข้างสูง หากดัชนีสามารถเบรกขึ้นเหนือระดับ 7,000 ได้อย่างมั่นคง มุมมองจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้น ในทางกลับกัน หากหลุดต่ำกว่า 6,840 จะเป็นสัญญาณของการเข้าสู่การปรับฐานที่ลึกลงไปยังโซนระดับกลางของ 6,700 ค่ะ
📍ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทางเทคนิค (US 500/ S&P 500)
- แนวรับสำคัญ : 6882.5, 6878.1, 6871.1
- แนวต้านสำคัญ : 6896.5, 6900.9, 6907.9
ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ

ที่มา : Forexfactory
กำหนดการรายงานผลประกอบการ

ที่มา : TradingView
📍หุ้นสหรัฐที่น่าจับตามอง
- Super Micro Computer (SMCI): ปิดตลาดปรับตัวขึ้นแรงถึง 11% ซึ่งยืนยันสัญญาณการกลับตัวเชิงบวกระยะสั้น จากความสนใจที่กลับมาอีกครั้งในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในเชิงเทคนิค ราคาหุ้นสามารถทะลุผ่านโซน 30 ดอลลาร์ พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น สะท้อนแรงเก็งกำไรที่เริ่มกลับเข้ามา โดยแนวรับระยะสั้นอยู่บริเวณ 30 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่แถว 27.50 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ และถัดไปที่ 38.50 ดอลลาร์ ซึ่งเคยมีแรงขายออกมาก่อนหน้า แม้โมเมนตัมระยะสั้นจะดีขึ้น แต่โครงสร้างระยะกลางยังมีความผันผวนสูง ทำให้ SMCI เหมาะกับการเทรดตามจังหวะตลาดมากกว่าการถือระยะยาวค่ะ
- Micron Technology (MU): ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล หลังปรับขึ้นเกือบ 8% และตอกย้ำบทบาทผู้นำในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำเพื่อ AI อย่างชัดเจน โครงสร้างทางเทคนิคยังอยู่ในขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดยราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 50 และ 200 วัน ขณะที่ตัวชี้วัดโมเมนตัมยังสนับสนุนทิศทางขาขึ้นและยังไม่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป โดยแนวต้านเดิมบริเวณ 345–350 ดอลลาร์ กลายเป็นแนวรับแรก ส่วนแนวรับถัดไปอยู่ใกล้ 320 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ในโซน 380–400 ดอลลาร์ ในเชิงเทคนิค MU ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นโมเมนตัมที่มีโครงสร้างดีที่สุดใน S&P 500 โดยการย่อตัวมีแนวโน้มดึงดูดแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันค่ะ
- Moderna (MRNA): เดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2025 ในมุมมองทางเทคนิค หุ้นกำลังพยายามสร้างฐาน หลังจากอยู่ในแนวโน้มขาลงเป็นเวลานาน โดยแนวรับแรกอยู่ที่ประมาณ 38 ดอลลาร์ หากหลุดระดับดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลงไปทดสอบ 35 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสำคัญในการยืนยันการกลับตัวของแนวโน้ม โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ 50 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี แม้โมเมนตัมจะปรับดีขึ้น แต่การกลับตัวของ MRNA ยังต้องอาศัยการยืนยันจากพฤติกรรมราคาที่แข็งแกร่งต่อเนื่องค่ะ
- Penumbra (PEN): หุ้นซื้อขายอยู่ที่ระดับ 350 ดอลลาร์ หลังจาก Boston Scientific ตกลงเข้าซื้อกิจการที่ราคา 374 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งทำให้กรอบด้านบนถูกจำกัดอย่างชัดเจน แนวรับหลักอยู่ในช่วง 340–345 ดอลลาร์ ซึ่งมีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่แนวต้านถูกตรึงไว้ที่ระดับราคาดีล 374 ดอลลาร์ จำกัดศักยภาพการปรับขึ้นในระยะสั้น เว้นแต่เงื่อนไขของดีลจะมีการปรับเปลี่ยนค่ะ
- International Business Machines (IBM): เป็นหนึ่งในหุ้นที่แข็งแกร่งของ Dow Jones โครงสร้างราคายังคงสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นในกรอบระยะกลางอย่างชัดเจน โดยราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยที่กำลังปรับขึ้น และมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง แนวรับสำคัญกระจุกตัวอยู่บริเวณ 295–300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาหลายครั้ง แนวต้านอยู่ที่ประมาณ 315 ดอลลาร์ และถัดไปที่ 330 ดอลลาร์ หากโมเมนตัมขยายตัวต่อ โครงสร้างกราฟของ IBM จะแสดงถึงการเคลื่อนไหวที่มีเสถียรภาพ มากกว่าการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นค่ะ
🔍คุณน้าแนะนำเทรดหุ้น CFD ไปกับโบรกเกอร์ IUX

IUX มีการให้บริการซื้อขายหุ้น CFD ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (M7) อีกทั้งยังมีหุ้นให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca Cola, Adobe, Alibaba, McDonalds Incorporated และ Netflix เป็นต้น ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่และเทรดเดอร์รายย่อยที่มีต้นทุนจำกัดแล้วต้องการซื้อขายหุ้นระดับโลก
สรุปคุยหุ้นสหรัฐและแนวโน้มในการลงทุน (US 500/ S&P 500)
จุดน่าเข้า Buy
- Buy/ Long 1 : หากมีการแตะแนวรับที่ช่วงราคา 6872.5 – 6882.5 แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับที่ 6882.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6898.3 และ SL ที่ประมาณ 6867.5 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Buy/ Long 2 : หากสามารถทะลุแนวต้านที่ช่วงราคา 6896.5 – 6906.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6916.7 และ SL ที่ประมาณ 6877.5 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
จุดน่าเข้า Sell
- Sell/ Short 1 : หากมีการแตะแนวต้านที่ช่วงราคา 6896.5 – 6906.5 แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 6896.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6879.9 และ SL ที่ประมาณ 6911.5 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Sell/ Short 2 : หากสามารถทะลุแนวรับที่ช่วงราคา 6872.5 – 6882.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6861.5 และ SL ที่ประมาณ 6901.5 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
คำเตือน
บทวิเคราะห์นี้ใช้สำหรับการศึกษาข้อมูลของหุ้นสหรัฐเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์และศึกษาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ประกอบกับศึกษาแนวโน้มหุ้นและข่าวสหรัฐก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







