หุ้นสหรัฐถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวของหุ้นสหรัฐเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาคุยหุ้น เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงและมุมมองในการลงทุน สายวิเคราะห์หุ้นสหรัฐห้ามพลาดบทความนี้!
คุยหุ้นสหรัฐวันนี้ (US 500/ S&P 500)
บทวิเคราะห์ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานหุ้นสหรัฐ
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยปิดต่ำกว่าระดับ 6,940 เล็กน้อย หลังนักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้เข้ารับตำแหน่งต่อจาก เจอโรม พาวเวลล์ ค่ะ
แม้เควิน วอร์ช จะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ และมีแนวโน้มรักษาความเป็นอิสระของ Fed ได้ดี แต่ตลาดกลับมองว่าจุดยืนด้านนโยบายการเงินค่อนข้าง “เข้มงวด” มากกว่าที่นักลงทุนคาดหวังไว้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยอย่างจริงจัง โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายดังกล่าว ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตที่ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ความกังวลเรื่องแรงกดดันด้านราคากลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเกิดแรงเทขายรุนแรงในกลุ่มโลหะมีค่า ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวมค่ะ
การเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่มในดัชนี S&P 500 สะท้อนภาพการเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยกลุ่มวัสดุปรับตัวลงมากที่สุดเกือบ 2% หลังหุ้นเหมืองทองและเงินร่วงแรง ตามการปรับฐานของราคาโลหะมีค่าที่ถือว่าหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานซึ่งมีลักษณะเชิงป้องกันความเสี่ยงกลับทำผลงานได้โดดเด่น โดยปรับขึ้นมากกว่า 1% ขณะที่หุ้น Colgate-Palmolive ปรับตัวขึ้นเกือบ 6% หลังบริษัทให้มุมมองยอดขายเชิงบวก สะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับความมั่นคงของผลประกอบการ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจค่ะ
ทางด้านความผันผวนจากผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางดัชนีเช่นกัน โดย Apple ปิดบวกเล็กน้อย หลังฟื้นตัวจากการอ่อนตัวระหว่างวัน จากแรงหนุนของยอดขาย iPhone ที่ออกมาดีกว่าคาด และแนวโน้มรายได้ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนชิ้นส่วนยังสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไร ทำให้การปรับขึ้นของราคาหุ้นถูกจำกัด ขณะที่ Microsoft ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง หลังรายได้จากธุรกิจคลาวด์ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ และการลงทุนด้าน AI ในระดับสูงยังไม่สามารถแปลงเป็นผลประกอบการที่สอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุนได้อย่างชัดเจน ส่วน Meta ก็ปรับตัวลงเช่นกัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้มงวดมากขึ้นต่อผลประกอบการ โดยแม้จะต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจถูกตอบสนองในเชิงลบได้ค่ะ
อย่างไรก็ดี Tesla เป็นหุ้นที่ช่วยพยุงดัชนี S&P 500 มากที่สุด โดยราคาปรับขึ้นกว่า 3% จากรายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ของ อีลอน มัสก์ ขณะที่ Verizon ก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 12% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรและกระแสเงินสดอิสระที่ดีกว่าคาด สะท้อนสัญญาณเชิงบวกของความคืบหน้าในแผนฟื้นฟูกิจการ ด้านหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ให้ภาพที่หลากหลาย โดย SanDisk ปรับขึ้นจากอุปสงค์ด้านระบบจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ดีขึ้น แต่ KLA กลับร่วงแรง แม้ผลประกอบการจะออกมาดีกว่าคาด ซึ่งตอกย้ำว่าตลาดยังคงอ่อนไหวต่อระดับมูลค่าหุ้นอย่างมาก แม้บริษัทจะมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งก็ตามค่ะ
แม้ดัชนีจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่โดยรวมแล้ว S&P 500 ยังปรับขึ้นราว 1.4% นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม และยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเคยทะลุระดับ 7,000 ไปช่วงสั้น ๆ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แรงหนุนภายในตลาดโดยรวมเริ่มอ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน โดยจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลงมีมากกว่าหุ้นที่ปรับขึ้น สะท้อนว่าแรงส่งภายในตลาดเริ่มชะลอตัวค่ะ
ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่มีการประกาศผลประกอบการอย่างหนาแน่น โดยเกือบหนึ่งในสี่ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะทยอยรายงานงบการเงิน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานที่สำคัญ ท่ามกลางระดับมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างตึงตัว และความคาดหวังของตลาดที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ทิศทางระยะสั้นของ S&P 500 คาดว่าจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรที่ยังสามารถรองรับราคาหุ้นในระดับสูงได้มากเพียงใด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อยังลดลงได้ยาก และแนวโน้มนโยบายของ Fed ที่ยังไม่ได้ผ่อนคลายมากนักค่ะ
ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ภาพรวมของ S&P 500 ยังคงเป็นการผสมผสานระหว่างการเติบโตของกำไรภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง และแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทส่วนใหญ่สามารถรายงานผลประกอบการได้ดีกว่าคาด ได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นเทคโนโลยีและการสื่อสารขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยพยุงดัชนีไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ลดลงช้ากว่าที่คาด และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ทำให้ความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และอาจกดดันมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตในระยะต่อไปค่ะ
บทวิเคราะห์ภาพรวมทางเทคนิคหุ้นสหรัฐ
ภาพทางเทคนิคระยะสั้น ดัชนี S&P 500 กำลังอยู่ในช่วงพักฐาน หลังจากไม่สามารถยืนเหนือระดับ 7,000 จุดได้อย่างมั่นคงก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นและระยะกลางที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งยืนยันว่าแนวโน้มหลักในภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้นค่ะ
ในขณะเดียวกัน การถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ บริเวณใกล้ 7,000 จุด สะท้อนว่าแรงขายเริ่มสะสมเพิ่มขึ้น โดยแนวต้านระยะใกล้อยู่ที่โซน 6,980–7,020 ส่วนแนวรับแรกอยู่ที่บริเวณ 6,880–6,900 ตราบใดที่ดัชนียังสามารถปิดรายวันเหนือโซนแนวรับนี้ได้ การเคลื่อนไหวในปัจจุบันอาจเป็นการพักฐาน มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มชะลอลง แต่ยังไม่ส่งสัญญาณกลับทิศ โดย RSI ปรับตัวลงจากเขตซื้อมากเกินไป แต่ยังยืนเหนือระดับ 50 ซึ่งมักสะท้อนการพักตัวภายในแนวโน้มขาขึ้น อย่างไรก็ดี หากดัชนีปิดต่ำกว่า 6,850 จุด จะถือเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นว่าแรงอ่อนตัวของโมเมนตัมเริ่มขยายตัวมากขึ้นค่ะ
ทั้งนี้ หาก S&P 500 สามารถยืนเหนือโซน 6,880–6,900 ได้อย่างมั่นคง และกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 7,000 พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ภาพทางเทคนิคจะกลับมาเอื้อต่อการเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยการเบรกทะลุและปิดเหนือ 7,020 จุด จะเปิดทางให้ดัชนีมีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 7,150–7,250 ในทางกลับกัน หากดัชนีไม่สามารถรักษาระดับ 6,880 ได้ มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ช่วงปรับฐานที่ลึกขึ้น โดยแนวรับถัดไปจะอยู่ที่โซน 6,700–6,750 ซึ่งโซนดังกล่าวมีแนวโน้มดึงดูดแรงซื้อจากนักลงทุนระยะกลาง อย่างไรก็ดี เฉพาะในกรณีที่ดัชนีหลุดต่ำกว่า 6,600 จุดอย่างชัดเจนเท่านั้น จึงจะเริ่มส่งผลกระทบต่อโครงสร้างขาขึ้นในภาพใหญ่ และเปลี่ยนมุมมองทางเทคนิคไปสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้นค่ะ
📍ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทางเทคนิค (US 500/ S&P 500)
- แนวรับสำคัญ : 6894.4, 6863.5, 6813.6
- แนวต้านสำคัญ : 6994.2, 7025.1, 7075.0
ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ

ที่มา : Forexfactory
กำหนดการรายงานผลประกอบการ

ที่มา : TradingView
📍หุ้นสหรัฐที่น่าจับตามอง
- Apple (AAPL): เคลื่อนไหวต่ำกว่าบริเวณแนวต้านสำคัญในระยะกลางที่โซนประมาณ 262–265 เล็กน้อย อย่างไรก็ดี ราคายังคงยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันซึ่งกำลังปรับตัวขึ้น สะท้อนว่าแนวโน้มขาขึ้นในภาพรวมยังไม่เสียรูป โดยแนวรับระยะสั้นอยู่ที่บริเวณ 252–255 และมีแนวรับถัดไปใกล้โซน 245 ขณะที่สัญญาณโมเมนตัมบ่งชี้ถึงการพักฐานมากกว่าภาวะอ่อนแรง โดยหากราคาสามารถทะลุผ่าน 265 ได้อย่างชัดเจน คุณน้ามองว่ายังมีโอกาสเปิดทางขึ้นต่อไปที่โซน 275–280 แต่หากไม่สามารถยืนเหนือ 252 ได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐานลึกลงไปแถวระดับกลางของโซน 240 ค่ะ
- Microsoft (MSFT): กำลังพยายามทรงตัวหลังจากปรับตัวลงแรงภายหลังการประกาศผลประกอบการ โดยขณะนี้ซื้อขายอยู่ใกล้บริเวณแนวเทคนิคสำคัญระหว่าง 425–435 โดยแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 445–450 ซึ่งเป็นจุดที่แรงขายเคยเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน และมีแนวต้านถัดไปแถว 470 หากราคายังสามารถยืนเหนือ 425 ได้ โครงสร้างราคาจะเอื้อต่อการสร้างฐานเพื่อฟื้นตัว แต่หากหลุดต่ำกว่า 420 อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสความเสี่ยงขาลงไปทดสอบโซน 400–405 ซึ่งอาจสะท้อนว่าการปรับลดความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันอาจยังไม่จบลงค่ะ
- NVIDIA (NVDA): ยังคงเคลื่อนไหวในโครงสร้างที่มีโมเมนตัมสูง แต่เริ่มตึงตัวในเชิงเทคนิค โดยราคายังยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 185–188 ขณะที่แนวต้านอยู่ที่บริเวณ 198–200 หากราคาสามารถเบรกทะลุผ่าน 200 ได้อย่างมั่นคง แนวโน้มมีโอกาสขึ้นต่อไปที่ 215–220 แต่หากหลุดต่ำกว่า 185 จะเพิ่มความเสี่ยงของการปรับฐานที่รวดเร็วลงไปยังโซน 170–175 โดยเฉพาะเมื่อหุ้นมีความอ่อนไหวสูงต่อกระแสข่าวด้าน AI ค่ะ
- Tesla (TSLA): กำลังอยู่ในช่วงพักตัวหลังจากรีบาวด์ขึ้นมาแรง โดยราคาซื้อขายอยู่ต่ำกว่าแนวต้านหลักที่โซน 440–450 ซึ่งเป็นระดับที่เคยจำกัดการปรับขึ้นของราคาอยู่หลายครั้ง ขณะที่โครงสร้างโดยรวมยังถือว่าเป็นขาขึ้น ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือแนวรับแรกที่ 410–415 ได้ โดยมีแนวรับถัดลงไปที่ 380–390 ท่ามกลางความผันผวนของราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง หากราคาสามารถทะลุ 450 ขึ้นไปได้ จะเป็นการยืนยันการไปต่อของแนวโน้มขาขึ้น โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ 480–500 แต่หากถูกปฏิเสธ และราคาหลุดต่ำกว่า 410 จะเป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจกลับเข้าสู่การแกว่งตัวในกรอบ มากกว่าการเร่งตัวของแนวโน้มค่ะ
- Verizon (VZ): มีโครงสร้างทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง หลังจากพุ่งขึ้นแรงจากปัจจัยผลประกอบการ โดยแนวต้านเดิมบริเวณ 42.50–43.00 ได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นแนวรับแรก ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่แถว 41 โดยแนวต้านระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัดที่โซน 45.50–46.00 ซึ่งอาจเริ่มเห็นแรงขายจากนักลงทุนระยะยาว ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือ 43 ได้ โครงสร้างทางเทคนิคยังสนับสนุนการไปต่อของแนวโน้มมากกว่าการกลับตัวลงแรง ซึ่งคุณน้ามองว่าการย่อตัวลงใกล้โซนแนวรับมีแนวโน้มดึงดูดแรงซื้อ มากกว่าที่จะนำไปสู่การปรับฐานค่ะ
🔍คุณน้าแนะนำเทรดหุ้น CFD ไปกับโบรกเกอร์ IUX

IUX มีการให้บริการซื้อขายหุ้น CFD ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (M7) อีกทั้งยังมีหุ้นให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca Cola, Adobe, Alibaba, McDonalds Incorporated และ Netflix เป็นต้น ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่และเทรดเดอร์รายย่อยที่มีต้นทุนจำกัดแล้วต้องการซื้อขายหุ้นระดับโลก
สรุปคุยหุ้นสหรัฐและแนวโน้มในการลงทุน (US 500/ S&P 500)
จุดน่าเข้า Buy
- Buy/ Long 1 : หากมีการแตะแนวรับที่ช่วงราคา 6844.4 – 6894.4 แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับที่ 6894.4 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 7017.3 และ SL ที่ประมาณ 6819.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Buy/ Long 2 : หากสามารถทะลุแนวต้านที่ช่วงราคา 6994.2 – 7044.2 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 7075.0 และ SL ที่ประมาณ 6869.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
จุดน่าเข้า Sell
- Sell/ Short 1 : หากมีการแตะแนวต้านที่ช่วงราคา 6994.2 – 7044.2 แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 6994.2 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6886.6 และ SL ที่ประมาณ 7069.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Sell/ Short 2 : หากสามารถทะลุแนวรับที่ช่วงราคา 6844.4 – 6894.4 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6813.6 และ SL ที่ประมาณ 7019.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
คำเตือน
บทวิเคราะห์นี้ใช้สำหรับการศึกษาข้อมูลของหุ้นสหรัฐเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์และศึกษาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ประกอบกับศึกษาแนวโน้มหุ้นและข่าวสหรัฐก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







