ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มหันมาสนใจเพราะประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีแนวโน้มช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยก่อนตัดสินใจซื้อคือ ‘ภาษีรถไฟฟ้าเสียเท่าไร และต่างจากรถน้ำมันอย่างไร?’
บทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เปรียบเทียบกับรถเครื่องยนต์น้ำมัน พร้อมอธิบายหลักเกณฑ์การคำนวณ และประเด็นสำคัญที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้คุณประเมินความคุ้มค่าได้อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจออกรถคันใหม่ค่ะ
ภาษีรถยนต์คืออะไร?

ภาษีรถยนต์ คือ ค่าธรรมเนียมรายปีที่เจ้าของรถต้องชำระตามกฎหมาย เพื่อให้รถสามารถใช้งานบนถนนได้อย่างถูกต้อง รถที่จดทะเบียนใช้งานทุกคันจำเป็นต้องต่อภาษีเป็นประจำทุกปี
เมื่อชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เจ้าของรถจะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘ป้ายวงกลม’ เพื่อนำไปติดบริเวณหน้ากระจกรถ เพื่อยืนยันว่ารถคันดังกล่าวได้ชำระภาษีตามกำหนดแล้ว
ข้อควรรู้
หากรถยังไม่ได้แจ้งจอดหรือแจ้งงดใช้รถอย่างเป็นทางการ เจ้าของรถยังคงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีทุกปี แม้ไม่ได้ใช้งานก็ตาม การขาดต่อภาษีถือเป็นความผิดตามกฎหมายและอาจมีค่าปรับค่ะ
ป้ายวงกลมคืออะไร?

ป้ายวงกลม คือ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ใช้ติดหน้ากระจกรถเพื่อยืนยันว่าต่อภาษีแล้ว โดยข้อมูลที่ระบุบนป้ายมีดังนี้
- ปีภาษี
- วันหมดอายุ
- เลขทะเบียนรถ
- ประเภทหรือชนิดของรถ
- ลายเซ็นนายทะเบียน
ป้ายวงกลมหมดอายุ ทำอย่างไร?
เมื่อภาษีรถยนต์ครบกำหนด (ป้ายวงกลมหมดอายุ) ต้องรีบต่อภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
- เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก
- แอป DLT Vehicle Tax / DLT Smart Queue
- เคาน์เตอร์เซอร์วิส
- ไปรษณีย์
- สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ
ป้ายวงกลมหาย ทำอย่างไร?
หากป้ายวงกลมหายสามารถขอออกใหม่ได้ที่สำนักงานขนส่ง ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย และต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ดังนี้
- สำเนาทะเบียนรถ
- บัตรประชาชน
- แบบคำขอ
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร?

ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า คือ ภาษีรถประจำปีที่เจ้าของรถพลังงานไฟฟ้าต้องชำระตามกฎหมาย เช่นเดียวกับรถยนต์ประเภทอื่น เพื่อให้สามารถต่อทะเบียนและใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้อง แม้ว่ารถไฟฟ้าจะไม่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน แต่ยังคงอยู่ภายใต้ระบบภาษีรถยนต์ของประเทศไทยเช่นเดิมค่ะ
หลักเกณฑ์การคำนวณภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์น้ำมัน

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันจะต้องเสียภาษีรถประจำปีเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ วิธีการคำนวณภาษี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายระยะยาวของเจ้าของรถ
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คำนวณจากอะไร?
โดยทั่วไป รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีแนวโน้มเสียภาษีต่ำกว่ารถน้ำมัน แต่จำนวนเงินจริงที่ต้องชำระในแต่ละปีอาจแตกต่างกันไป โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก ดังนี้
- น้ำหนักรถหรือประเภทตัวรถ
- การจัดประเภทพลังงานตามกฎหมาย
- อายุการใช้งานของรถในบางกรณี
- รุ่นรถและสเปกทางเทคนิค
- นโยบายและมาตรการของภาครัฐในช่วงเวลานั้น
ดังนั้น แม้จะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ภาษีของแต่ละรุ่นอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องค่ะ
ภาษีรถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันคำนวณอย่างไร?
รถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันส่วนใหญ่ จะคำนวณภาษีจากปัจจัยต่อไปนี้
- ความจุเครื่องยนต์ (CC)
- อายุการใช้งานของรถ
- ประเภทรถ
- ลักษณะการใช้งาน
โดยทั่วไป รถที่มีความจุเครื่องยนต์ (CC) สูง จะมีภาษีรายปีสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายระยะยาวมักสูงกว่ารถไฟฟ้า
รถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันส่วนใหญ่จะคำนวณภาษีจากปัจจัยหลัก ดังนี้
- ความจุเครื่องยนต์ (CC)
- อายุการใช้งานของรถ
- ประเภทรถ
- ลักษณะการใช้งาน
โดยรถยนต์น้ำมัน ‘ความจุเครื่องยนต์ (CC)’ ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ยิ่งเครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ จำนวนซีซี (CC) สูง ภาษีรายปีก็จะเพิ่มขึ้นตามขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด แม้ว่ารถที่มีอายุการใช้งานมากขึ้นจะได้รับส่วนลดตามสัดส่วน แต่โดยภาพรวม รถที่มี CC สูงมักมีค่าใช้จ่ายระยะยาวมากกว่ารถขนาดเล็กนั่นเองค่ะ
อัตราภาษีรถยนต์น้ำมัน
การคำนวณราคาต่อภาษีรถยนต์ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง จะคำนวณจากขนาดของเครื่องยนต์ (CC) ดังนี้
- รถยนต์ที่มีขนาดเครื่อง 1-600 ซีซี คำนวณซีซีละ 50 สตางค์
- รถยนต์ที่มีขนาดเครื่อง 601–1,800 ซีซี คำนวณซีซีละ 1.50 บาท
- รถยนต์ที่มีขนาดเครื่อง 1,801 ซีซีขึ้นไป คำนวณซีซีละ 4 บาท
หมายเหตุ: การคำนวณจะคิดแบบอัตราขั้นบันได ไม่ได้นำจำนวนซีซีทั้งหมดไปคูณอัตราเดียว
นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดให้สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป โดยจะเสียภาษีรถยนต์ลดลงตามสัดส่วน ดังนี้
- รถยนต์อายุเกิน 6 ปี จะได้รับการลดภาษีลง 10%
- รถยนต์อายุเกิน 7 ปี จะได้รับการลดภาษีลง 20%
- รถยนต์อายุเกิน 8 ปี จะได้รับการลดภาษีลง 30%
- รถยนต์อายุเกิน 9 ปี จะได้รับการลดภาษีลง 40%
- รถยนต์อายุเกิน 10 ปีขึ้นไป จะได้รับการลดภาษีลง 50%
ขนาดเครื่องยนต์ | ภาษีรถยนต์ 49349_610ffc-34> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี 49349_7b0407-fa> | ต่อภาษี 900 บาทต่อปี 49349_149371-63> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1,200 ซีซี 49349_25ef19-60> | ต่อภาษี 1,200 บาทต่อปี 49349_69cdae-75> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี 49349_ab01b8-e5> | ต่อภาษี 1,650 บาทต่อปี 49349_ae1924-e0> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1,900 ซีซี 49349_db04b7-ce> | ต่อภาษี 2,500 บาทต่อปี 49349_e63c66-33> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี 49349_201480-94> | ต่อภาษี 2,900 บาทต่อปี 49349_e6930b-9c> |
รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี 49349_be79cc-07> | ต่อภาษี 6,900 บาทต่อปี 49349_e5a799-89> |
ตัวอย่างการคำนวณภาษีรถยนต์น้ำมัน
รถยนต์รุ่น Nissan Almera เครื่อง 1,000 ซีซี มีวิธีการคำนวณดังนี้
- ช่วงเครื่องยนต์ขนาด 1-600 ซีซี = 600 x 0.5 = 300 บาท
- ช่วงเครื่องยนต์ขนาด 601-1,000 ซีซี = 400 x 1.5 = 600 บาท
ดังนั้น ภาษีรถ Nissan Almera 1,000 ซีซี ราคา 900 บาท
โดยหากรถมีการใช้งานเกิน 5 ปีจะได้รับส่วนลดดังนี้
- 6 ปี ลด 10% : 900-10% = 810 บาท
- 7 ปี ลด 20% : 900-20% = 720 บาท
- 8 ปี ลด 30% : 900-30% = 630 บาท
- 9 ปี ลด 40% : 900-40% = 540 บาท
- 10 ปีขึ้นไป ลด 50% : 900-50% = 450 บาท
อัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้า
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะคำนวณจากน้ำหนักรถ (กิโลกรัม) และประเภทการจดทะเบียน ไม่ได้คำนวณจากซีซีเหมือนรถยนต์น้ำมัน โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุน โดยลดอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดปัญหา PM2.5
เงื่อนไขการลดภาษี 80%
- ต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าใหม่
- จดทะเบียนระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 – 10 พฤศจิกายน 2568
- ได้รับส่วนลดภาษี 80% จากอัตราปกติ
- ลดเป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่จดทะเบียน
- หลังครบ 1 ปี จะกลับไปใช้อัตราภาษีตามปกติ
รถยนต์ไฟฟ้ายังถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งมีอัตราภาษีแตกต่างกัน ดังนี้

มาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากการลดภาษีประจำปีแล้ว ภาครัฐยังมีแนวทางส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เช่น การขยายสถานีชาร์จไฟฟ้า, การสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในบางช่วงเวลา
ตัวอย่างอัตราภาษีรถไฟฟ้า
คุณน้าขอยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในประเทศไทย ดังนี้
รุ่นรถ 49349_25c52a-cc> | น้ำหนักโดยประมาณ 49349_0c911d-8b> | ภาษี EV ต่อปี 49349_24837f-a8> |
Tesla Model Y 49349_ca9d7d-ac> | 1,992 กก. 49349_c13153-80> | 330 บาท 49349_9c35d8-f5> |
BYD Atto 3 49349_4d7c4f-e2> | 1,750 กก. 49349_7b6fe5-26> | 260 บาท 49349_eab30f-f3> |
MG ZS EV 49349_57c2ec-20> | 1,580 กก. 49349_931a42-59> | 200 บาท 49349_19a264-97> |
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นการประมาณการตามอัตราภาษีปกติ อาจแตกต่างกันตามปีจดทะเบียนและมาตรการสนับสนุนในช่วงเวลานั้น
รถ EV เสียภาษีต่างจากรถน้ำมันอย่างไร?
ภาษีรถไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีประจำปี โดยรถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันจะคำนวณภาษีจากความจุเครื่องยนต์ (ซีซี) เป็นหลัก และมีการปรับลดตามอายุการใช้งานของรถ ดังนั้นรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ก็มักต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่มีเครื่องยนต์สันดาป จึงไม่ใช้ซีซีเป็นฐานในการคำนวณภาษี แต่จะพิจารณาจากปัจจัยอื่น เช่น น้ำหนักรถ, ประเภทรถ และการจัดประเภทพลังงานตามที่กฎหมายกำหนด
ทำไมภาษีรถไฟฟ้ามักถูกกว่ารถน้ำมัน?
1. ไม่คำนวณตามความจุเครื่องยนต์
รถไฟฟ้าไม่มี CC จึงไม่อยู่ในโครงสร้างภาษีแบบรถน้ำมันที่อัตราภาษีมักเพิ่มขึ้นตามขนาดเครื่องยนต์ ส่งผลให้ภาระภาษีในหลายกรณีต่ำกว่า
2. มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
ในบางช่วงเวลา ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถพลังงานสะอาด เช่น การลดอัตราภาษีหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
3. แนวโน้มสนับสนุนพลังงานสะอาด
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดมลพิษทางอากาศ มีผลต่อทิศทางโครงสร้างภาษีในระยะยาว ทำให้รถไฟฟ้ามักได้รับการส่งเสริมมากกว่ารถเครื่องยนต์แบบเดิม
คำแนะนำจากคุณน้า ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถไฟฟ้า
โดยรวมแล้ว ภาษีรถไฟฟ้ามักมีค่าใช้จ่ายรายปีต่ำกว่ารถน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างกันตามรุ่นรถ, น้ำหนักรถ และเงื่อนไขกฎหมายในแต่ละช่วงเวลา
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรเปรียบเทียบภาษีควบคู่กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าประกันภัย, ค่าบำรุงรักษา, ค่าไฟชาร์จ และลักษณะการใช้งานจริง เพื่อประเมินความคุ้มค่าโดยรวม
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสถานะเครดิตของตนเองล่วงหน้า เพราะประวัติเครดิตบูโรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไฟแนนซ์ใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
เช็คภาษีรถยนต์ หมดอายุได้ที่ไหน?
เจ้าของรถสามารถตรวจสอบสถานะภาษีรถยนต์ได้หลายช่องทาง เพื่อดูว่าครบกำหนดต่อภาษีหรือยัง และสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ทันเวลา โดยมีวิธีดังนี้
- เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก: ใช้ตรวจสอบข้อมูลรถ วันหมดอายุภาษี และดำเนินการต่อภาษีออนไลน์ได้ในบางกรณี
- แอปพลิเคชัน DLT Smart Queue: ใช้ตรวจสอบข้อมูลรถ และจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการที่สำนักงานขนส่ง
- เคาน์เตอร์เซอร์วิส: สามารถชำระภาษีรถยนต์ประจำปีได้ (กรณีเอกสารครบถ้วน)
- สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ: เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม หรือต้องตรวจสภาพรถ
ต่อภาษีรถยนต์ ใช้เอกสารอะไรบ้าง?
ก่อนดำเนินการต่อภาษี ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ดังนี้
- เล่มทะเบียนรถตัวจริง
- หลักฐานการทำ พ.ร.บ. รถยนต์ (ต้องยังไม่หมดอายุ)
- ใบรับรองการตรวจสภาพรถ
ใช้สำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปี (ต้องผ่านการตรวจจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับอนุญาต)
ภาษีรถยนต์ขาดเกิน 3 ปี เสียเท่าไหร่?
หากไม่ได้ต่อภาษีรถยนต์ตามกำหนด จะมีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ขาดต่อภาษี ดังนี้
1. ค่าปรับกรณีขาดต่อภาษี
จะถูกเรียกเก็บค่าปรับ 1% ของค่าภาษีต่อเดือน นับจากวันที่ภาษีหมดอายุ เช่น ภาษีปีละ 1,000 บาท หากขาด 6 เดือน จะเสียค่าปรับเพิ่ม 60 บาท
2. ขาดเกิน 3 ปี ต้องดำเนินการเพิ่มเติม
หากปล่อยให้ขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับ และต้องดำเนินการดังนี้
- นำรถเข้าตรวจสภาพใหม่
- ชำระภาษีค้างชำระพร้อมค่าปรับ
- ดำเนินการตามขั้นตอนที่สำนักงานขนส่งกำหนด
3. อาจต้องจดทะเบียนใหม่
ในบางกรณี หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจต้องเข้าสู่ขั้นตอนการจดทะเบียนใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนยุ่งยากมากขึ้น
ข้อควรรู้ ⚠️
การปล่อยให้ภาษีขาดนาน ไม่เพียงเพิ่มภาระค่าปรับ แต่ยังทำให้ขั้นตอนดำเนินการซับซ้อนขึ้น ควรตรวจสอบวันหมดอายุภาษีล่วงหน้า และต่อภาษีให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีรถยนต์
วิธีคำนวณภาษีรถยนต์ทำยังไง?
รถยนต์ไฟฟ้าคำนวณภาษีจากน้ำหนักรถและประเภททะเบียน ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันคำนวณจากความจุเครื่องยนต์ (CC) และอายุการใช้งานของรถ
ต่อภาษีรถต้องมี พ.ร.บ. ไหม?
จำเป็นต้องมี พ.ร.บ. รถยนต์ที่ยังไม่หมดอายุ จึงจะสามารถดำเนินการต่อภาษีประจำปีได้
ต่อภาษีรถล่วงหน้าได้กี่เดือน?
สามารถต่อภาษีล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วันก่อนวันหมดอายุ
อายุ 18 ออกรถยนต์ได้ไหม?
โดยหลักทั่วไป ผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถทำสัญญาเช่าซื้อ (ผ่อนชำระ) ได้ด้วยตนเอง
กรณีอายุ 18–19 ปี สามารถซื้อรถด้วยเงินสดได้ หรือหากต้องการผ่อนชำระ อาจต้องมีผู้ปกครองหรือผู้บรรลุนิติภาวะร่วมลงนามหรือค้ำประกันตามเงื่อนไขของสถาบันการเงิน
สรุปภาษีรถยนต์ไฟฟ้า VS รถยนต์น้ำมัน
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์น้ำมันแตกต่างกันอย่างชัดเจนในวิธีคำนวณ โดยรถน้ำมันคิดภาษีจากความจุเครื่องยนต์ (CC) และอายุรถ ส่วนรถไฟฟ้าคิดจากน้ำหนักรถและประเภทรถ ไม่อิงตามขนาดเครื่องยนต์ ในหลายกรณี รถไฟฟ้ามักมีภาษีรายปีต่ำกว่า โดยเฉพาะช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าไม่ได้ดูแค่ภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าประกันภัย, ค่าบำรุงรักษา, ค่าไฟชาร์จ และรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจออกรถคันใหม่ ควรวิเคราะห์ทั้งต้นทุนในปัจจุบันและภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมตรวจสอบความพร้อมทางการเงินและประวัติเครดิตของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุดค่ะ
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







