PE Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น เพื่อบอกว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูกหรือแพงค่ะ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การดูเพียงราคาหุ้นในกระดานอาจไม่พอ เพราะหุ้นราคา 10 บาทอาจจะแพงกว่าหุ้นราคา 100 บาทก็ได้ หากบริษัทนั้นทำกำไรได้น้อยกว่า
ในบทความนี้ คุณน้าจะมาเจาะลึกว่าค่า PE บอกอะไร มีวิธีดูอย่างไร และต้องดูร่วมกับค่าอะไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนเลือกลงทุนได้อย่างมั่นใจขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม PE Ratio เป็นเพียงเครื่องมือประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้ยืนยันหรือรับประกันผลตอบแทนใด ๆ และการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้เสมอ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยงและอาจสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
PE Ratio คืออะไร?
PE Ratio (Price to Earnings Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร คือ ตัวเลขที่คำนวณจากการนำราคาหุ้นในปัจจุบัน (Price) หารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) ของบริษัทนั้น ๆ อัตราส่วนนี้จะช่วยให้นักลงทุนทราบว่า หากเราซื้อหุ้นที่ราคาปัจจุบันและบริษัทสามารถทำกำไรได้เท่าเดิมไปเรื่อย ๆ เราจะต้องใช้เวลาถือหุ้นตัวนี้กี่ปีถึงจะคืนทุน
PE Ratio บอกอะไร และค่า PE Ratio เท่าไหร่ดี?
การดูค่า PE จะช่วยให้เราประเมินมูลค่าความถูกแพงของหุ้นเบื้องต้นได้ ว่าราคาสะท้อนผลประกอบการของบริษัทมากน้อยแค่ไหน รวมถึงสะท้อนความคาดหวังของตลาดที่มีต่อหุ้นตัวนั้น ๆ ด้วย
PE Ratio สูง-ต่ำ ดีไหม?
หลายคนมักสงสัยว่าค่า PE สูงหรือต่ำแบบไหนดีกว่ากัน คุณน้าขออธิบายแยกให้เห็นภาพตามนี้ค่ะ
- PE Ratio สูง: หมายความว่านักลงทุนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะ “คาดหวัง” ว่าบริษัทจะมีการเติบโตของกำไรที่สูงมากในอนาคต แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจแปลว่าราคาหุ้น “แพงเกินไป” (Overvalued) เมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้ในปัจจุบัน
- PE Ratio ต่ำ: หมายความว่าหุ้นตัวนี้มีราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ (Undervalued) หรือใช้เวลาคืนทุนเร็วกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจหมายถึงบริษัทกำลังเผชิญปัญหา ธุรกิจมาถึงจุดอิ่มตัว หรือนักลงทุนไม่เชื่อมั่นว่าบริษัทจะเติบโตได้อีกในอนาคต
วิธีดูราคาหุ้น จากค่า PE
การดูราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง ไม่สามารถดูจากค่า PE ของหุ้นตัวเดียวโดด ๆ ได้นะคะ วิธีที่ถูกต้องคือเราต้องนำไปเปรียบเทียบกับ “ค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน” หรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น A มีค่า PE 15 เท่า แต่ค่าเฉลี่ย PE ของอุตสาหกรรมค้าปลีกอยู่ที่ 25 เท่า ก็อาจประเมินเบื้องต้นได้ว่า หุ้น A มีราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า
มือใหม่ไม่ควรซื้อหุ้นเพียงเพราะเห็นว่า PE ต่ำ เพราะอาจเป็น “กับดักมูลค่า (Value Trap)” หุ้นราคาถูกอาจเป็นเพราะธุรกิจกำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ค่ะ และควรระลึกไว้เสมอว่าการตัดสินใจลงทุนโดยดูค่า PE เพียงตัวเดียวมีความเสี่ยงสูงที่จะประเมินผิดพลาด นักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้หากไม่ศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจ
หุ้นเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่กำลังเติบโตสูง มักจะมีค่า PE สูงเป็นปกติ ดังนั้น ต้องเปรียบเทียบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ
ควรตรวจสอบว่ากำไรที่นำมาคำนวณ เป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ ไม่ใช่กำไรพิเศษที่เกิดจากการขายที่ดินหรือทรัพย์สินเพียงครั้งเดียวนะคะ

3 อัตราส่วนการเงินที่ควรดูคู่กับ PE Ratio
อย่างที่คุณน้าเน้นย้ำไปว่า การประเมินมูลค่าหุ้นไม่ควรดูแค่ค่า PE เพียงอย่างเดียว เพื่อความแม่นยำในการเลือกหุ้น เราควรพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ประกอบด้วย ดังนี้ค่ะ
ROA (Return on Assets)
ROA หรืออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เป็นตัวบอกว่าบริษัทสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปบริหารจัดการเพื่อสร้างกำไรได้เก่งแค่ไหน ยิ่งค่า ROA สูง ยิ่งแปลว่าบริษัทมีประสิทธิภาพในการทำกำไรค่ะ
ROE (Return on Equity)
ROE หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวบอกว่าบริษัทสามารถนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนสายพื้นฐาน (VI) ให้ความสำคัญมาก
Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ)
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) บอกว่าจากรายได้ทั้งหมดที่บริษัทหามาได้ เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว บริษัทเหลือกำไรสุทธิจริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งตัวเลขนี้สูง แปลว่าบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีเยี่ยมค่ะ
คุณน้าขอยกตัวอย่างการคำนวณ PE Ratio
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพการทำงานของค่า PE ชัดเจนขึ้น คุณน้าขอยกตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
สมมติว่าหุ้น B มีราคาซื้อขายบนกระดานอยู่ที่ 100 บาทต่อหุ้น และบริษัทมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 10 บาทต่อหุ้น
- วิธีคำนวณ: ราคาหุ้น (100) ÷ กำไรต่อหุ้น (10) = 10 เท่า
- ความหมาย: หากเราซื้อหุ้น B และบริษัทสามารถรักษามาตรฐานการทำกำไรที่ 10 บาทต่อหุ้นไปได้เรื่อย ๆ เราจะใช้เวลาถือหุ้นตัวนี้ 10 ปีถึงจะคุ้มทุนนั่นเองค่ะ
คำถามที่พบบ่อย PE Ratio
PE Ratio คือค่าอะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
PE Ratio คือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น ใช้เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าราคาหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าถูกหรือแพง และช่วยบอกว่าเราต้องใช้เวลาถือหุ้นกี่ปีถึงจะคืนทุนหากบริษัทมีกำไรคงที่ค่ะ
หุ้นที่ไม่มีค่า PE หมายความว่าอย่างไร?
หุ้นที่ไม่มีค่า PE หรือแสดงผลเป็น N/A หมายความว่าบริษัทนั้นมีผลประกอบการ “ขาดทุน” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีตัวเลขกำไรมาเป็นตัวหารเพื่อคำนวณค่า PE ได้ค่ะ
ควรซื้อหุ้นที่มี PE ต่ำ ๆ เสมอไปหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ ค่า PE ที่ต่ำอาจหมายถึงหุ้นราคาถูก แต่อาจเป็นหุ้นของธุรกิจที่กำลังถดถอย ขาดการเติบโต หรือมีปัญหาซ่อนอยู่ ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจเสมอ
สรุปเกี่ยวกับ PE Ratio
PE Ratio เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินความถูกแพงของราคาหุ้นได้ง่ายและรวดเร็ว ค่า PE สูงอาจสะท้อนความคาดหวังการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ส่วนค่า PE ต่ำอาจบอกถึงหุ้นที่มีราคาถูกแต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงของกิจการที่อาจถดถอย อย่างไรก็ตาม คุณน้าอยากย้ำว่าเราไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยดูแค่ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว แต่ควรวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของบริษัทและแนวโน้มการเติบโตร่วมด้วย เพื่อค้นหา สินทรัพย์น่าลงทุน ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตของเราในระยะยาวค่ะ
คำเตือนความเสี่ยงด้านการลงทุน: การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง มูลค่าเงินลงทุนอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และนักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดหรือบางส่วน การใช้ค่า PE Ratio เพียงตัวเดียวไม่สามารถยืนยันความถูกแพงของหุ้นได้อย่างสมบูรณ์ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมกองบรรณาธิการคุณน้าพาเทรด โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผลข้อมูลบางส่วน และผ่านการตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







