DE Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่นำหนี้สินรวมมาหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อดูว่าบริษัทมีภาระหนี้สินเป็นกี่เท่าของทุนค่ะ การเช็กระดับหนี้สินก่อนตัดสินใจลงทุนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้เราประเมินความมั่นคงและโอกาสรอดของบริษัทในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนได้
ในบทความนี้ คุณน้าจะมาพาทุกคนทำความเข้าใจว่า DE Ratio มีวิธีคำนวณอย่างไร และใช้คัดกรองหุ้นเข้าพอร์ตให้ปลอดภัยได้อย่างไรบ้างค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนหรือให้คำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูงและมีความผันผวนของราคาตลอดเวลา ผู้ลงทุนมีโอกาสสูญเสียเงินต้นได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน
เช่น สภาวะเศรษฐกิจ นโยบายการเงินการคลัง ผลประกอบการของบริษัท และปัจจัยเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม ตัวเลขหรืออัตราส่วนทางการเงินที่กล่าวถึงในบทความนี้ เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบหรือสามารถใช้ตัดสินใจลงทุนได้เพียงลำพัง
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้
DE Ratio คืออะไร?
DE Ratio (Debt to Equity Ratio) หรือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน คือ ตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีหนี้สินรวมคิดเป็นกี่เท่าเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดค่ะ อัตราส่วนนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงทางการเงินและโครงสร้างทุนของบริษัท ว่าธุรกิจนั้นเน้นการพึ่งพาเงินกู้ยืมมาบริหารงานมากน้อยเพียงใด
วิธีคำนวณ DE Ratio คิดยังไง?
การคำนวณหาค่า DE Ratio สามารถทำได้โดยใช้ข้อมูลจากงบดุล (Balance Sheet) ของบริษัทที่เราสนใจค่ะ ซึ่งมีสูตรการคำนวณตรงไปตรงมา ดังนี้
วิธีคำนวณ DE Ratio
DE Ratio = หนี้สินรวม (Total Liabilities) ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity)
คุณน้าขอยกตัวอย่างการคำนวณ
สมมติว่าคุณน้ากำลังสนใจลงทุนในบริษัท A ซึ่งมีรายงานในงบการเงินว่า มีหนี้สินรวม 2,000 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,000 ล้านบาท (ตัวเลขสมมติเพื่อเป็นตัวอย่างการคำนวณ)
เมื่อนำเข้าสูตรคำนวณจะได้: DE Ratio = 2,000 ÷ 1,000 = 2 เท่า
ความหมายก็คือ บริษัท A มีภาระหนี้สินมากกว่าส่วนทุนถึง 2 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการพึ่งพาเงินกู้ยืมจากภายนอกค่อนข้างสูงนั่นเองค่ะ

ค่า DE Ratio ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว ค่า DE Ratio ที่ดีมักอยู่ที่ไม่เกิน 1 ถึง 2 เท่าค่ะ ตามข้อมูลจาก SET Investnow ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะหากค่านี้สูงเกินไป จะบ่งบอกว่าบริษัทมีภาระหนี้สินมากและอาจเผชิญกับความเสี่ยงในการชำระดอกเบี้ย หากวันหนึ่งธุรกิจสะดุดหรือขาดทุน บริษัทที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็มีโอกาสล้มละลายได้ง่ายกว่าบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ
รู้หรือไม่? อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนแต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากัน
รู้หรือไม่? อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มธนาคารหรือสถาบันการเงิน มักจะมีค่า DE Ratio สูงกว่าปกติ เนื่องจากเงินฝากของลูกค้าจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินของธนาคารตามหลักการบัญชี (ข้อมูลจาก SET Investnow) ดังนั้น การเปรียบเทียบความเสี่ยงจึงควรเทียบกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้นค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า
เวลาประเมินหุ้น ควรเข้าไปดูโครงสร้างหนี้ด้วยว่าเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ย (Interest-Bearing Debt) หรือหนี้การค้า หากส่วนใหญ่เป็นหนี้การค้ามักไม่ใช่เรื่องน่ากังวลค่ะ
ควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีค่า DE Ratio พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ติดต่อกันหลายปี เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก
การใช้ DE Ratio ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ในการวิเคราะห์หุ้น
ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อหาบริษัทที่แข็งแกร่ง เราไม่ควรตัดสินใจจากค่า DE Ratio เพียงค่าเดียวค่ะ เพราะหนี้สินที่สูงอาจเกิดจากการกู้เงินไปลงทุนในโครงการใหม่ที่สามารถสร้างกำไรมหาศาลในอนาคตได้ ดังนั้น นักลงทุนควรนำอัตราส่วนทางการเงินตัวอื่น ๆ มาประกอบการพิจารณาเสมอ ดังนี้ค่ะ
ROA, ROE และ Net Profit Margin คืออะไร?
- ROA (Return on Assets): คือ อัตราส่วนที่บอกว่าบริษัทนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปสร้างกำไรได้ดีและคุ้มค่าแค่ไหน
- ROE (Return on Equity): คือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น บ่งบอกว่าเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นถูกนำไปบริหารจนเกิดผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์
- Net Profit Margin: คือ อัตรากำไรสุทธิ ที่บอกว่าจากรายได้ทั้งหมด บริษัทสามารถเก็บเป็นกำไรสุทธิได้จริง ๆ เท่าไหร่
การวิเคราะห์โดยใช้ DE Ratio คู่กับ ROA, ROE และ Net Profit Margin จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนค่ะว่า แม้บริษัทจะมีหนี้สูง แต่ถ้าความสามารถในการทำกำไรยังอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม หนี้เหล่านั้นก็อาจเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Good Debt) ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย สรุปเรื่อง DE Ratio
d/e ratio คืออะไร ดูจากงบการเงินส่วนไหน?
d/e ratio หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน สามารถดูข้อมูลหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นได้จาก “งบแสดงฐานะการเงิน” หรือที่เรียกกันว่า “งบดุล” (Balance Sheet) ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ค่ะ
หากค่า DE Ratio ติดลบ หมายความว่ายังไง?
หากค่า DE Ratio ออกมาติดลบ จะหมายความว่า “ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ” หรือบริษัทกำลังขาดทุนสะสมอย่างหนักจนกินส่วนทุนไปหมดแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายทางการเงิน และเป็นหุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงค่ะ
หนี้สินต่อทุน (DE Ratio) สูง แปลว่าบริษัทไม่ดีเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไปค่ะ บางครั้งหนี้สินที่สูงอาจเกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อไปขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักร หรือควบรวมกิจการใหม่ ๆ หากโปรเจกต์เหล่านั้นสามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ก็ถือเป็นผลดีต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาวค่ะ
สรุป DE Ratio
DE Ratio คืออัตราส่วนที่ใช้ประเมินความเสี่ยงทางการเงินและภาระหนี้สินของบริษัท ซึ่งช่วยให้เราคัดกรองหุ้นที่มีโอกาสล้มละลายออกไปจากพอร์ตได้ง่ายขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมนำอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไปวิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกหุ้นที่แข็งแกร่งเข้าพอร์ตได้อย่างแท้จริงค่ะ
คำเตือนความเสี่ยงด้านการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็วจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นที่ลงทุนไปได้ทั้งหมดหรือบางส่วน จึงควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ปัจจัยทางเทคนิค และความเสี่ยงเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทหรือของอุตสาหกรรม ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันหรือรับประกันถึงผลตอบแทนหรือผลการดำเนินงานในอนาคตแต่อย่างใด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทหรือหลักทรัพย์ใดที่กล่าวถึงในบทความ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







