ตลาดหุ้นจีน ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? หลังฟื้นตัวแรงในรอบ 3 ปี มีกองทุนไหนน่าสนใจบ้าง!

ตลาดหุ้นจีน ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? หลังฟื้นตัวแรงในรอบ 3 ปี มีกองทุนไหนน่าสนใจบ้าง
Table of Contents

ดูเหมือนว่า ข่าวล่ามาแรงสำหรับนักลงทุนในตอนนี้ คงไม่พ้นตลาดหุ้นจีนนั่นเองค่ะ เพราะหลังจากที่หุ้นจีนปรับตัวลงในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนได้เริ่มย้ายการลงทุนไปยังตลาดประเทศอื่นแทน ซึ่งในปี 2567 นี้ หุ้นจีนเริ่มกลับมาเป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง เพราะรัฐบาลจีนได้ปรับมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนมาดูว่า ตลาดหุ้นจีน ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? ในปี 2567 นี้ และมีกองทุนหุ้นจีนไหนที่น่าสนใจบ้าง? ไปติดตามกันเลยค่ะ!


บทความที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพิ่มเติม :


ตลาดหุ้นจีน วันนี้เป็นอย่างไร?

ตลาดหุ้นจีน วันนี้เป็นอย่างไร?

หากพูดถึงตลาดหุ้นจีนในวันนี้ ดูเหมือนว่าจะดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ เพราะตั้งแต่เข้าสู่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับดัชนีหุ้นจีนที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ที่มีการปรับตัวขึ้นราว ๆ 25% นับตั้งแต่ที่ราคาหุ้นร่วงลงจนถึงจุดต่ำสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ข้อมูลในวันที่ 15 มิถุนายน 2567)

5 ปัจจัยที่ทำให้หุ้นจีนเติบโตในวันนี้ มีอะไรบ้าง?

5 ปัจจัยที่ทำให้หุ้นจีนเติบโตในวันนี้ มีอะไรบ้าง

1. เศรษฐกิจขยายการเติบโต

จาก GDP ของจีนให้ข้อมูลว่า ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น 5.3% ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการผลิตที่มีการเติบโตขึ้น โดยตัวเลขของภาคการผลิต China Manufacturing PMI และ Caixin Manufacturing PMI ขยายตัวขึ้นถึง 50 จุด เพราะการฟื้นตัวของอุปสงค์และยอดสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ

2. การประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นจีนตึงตัวต่ำกว่าที่ตลาดอื่น

การประเมินมูลค่า หรือ Valuation ของตลาดหุ้นจีนมีการตึงตัวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นค่ะ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มย้ายการลงทุนจากตลาดหุ้นประเทศอื่นกลับเข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น

3. Fund Flow จากนักลงทุนในจีนและนักลงทุนต่างประเทศ

ตลาดหุ้นจีนได้รับแรงหนุน Fund Flow จากนักลงทุนในจีนและนักลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยฝั่ง Northbound นักลงทุนได้เข้าซื้อหุ้น A-Shares เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2567 ประกอบกับทางฝั่ง Southbound นักลงทุนได้เข้าซื้อหุ้น H-Share เป็นบวกนับจนถึงเดือนพฤษภาคม ในปี 2567 นี้ค่ะ

⭐ Tip! A-Share, B-Share, ADR และ H-Share คืออะไร?

A-Share คือ ดัชนี CSI300 ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนและมีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ โดย A-share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นและใช้สกุลเงินหยวน (CNY) ในการใช้ซื้อขาย อีกทั้ง A-Share จะสามารถซื้อขายได้เฉพาะนักลงทุนสัญชาติจีนและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นค่ะ

B-Share คือ ดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทเดียวกันกับ A-Share แต่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อขายได้ โดยจะใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินฮ่องกง

ADR หรือ American Depositary Reciept คือ หุ้นกลุ่มบริษัทที่มีฐานธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

H-Share คือ ดัชนี HSI ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดย H-Share จะทำการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและใช้สกุลเงินฮ่องกง (HKD) ในการซื้อขายค่ะ ซึ่งความพิเศษของ H-Share คือ นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้นั่นเอง

4. หุ้นกลุ่ม Technology กลายเป็นดาวเด่น

และอีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวขึ้นมานั่นก็คือ หุ้นกลุ่ม Tech นั่นเองค่ะ เนื่องจาก หลาย ๆ บริษัทในจีนเริ่มซื้อคืนหุ้นเป็นจำนวนมาก แม้ว่า Valuation ของจีนจะค่อนข้างต่ำ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาดจีนอีกครั้ง สำหรับบริษัทกลุ่ม Technology ที่ประกาศซื้อหุ้นคืนมีหลายบริษัทเป็นอย่างมากค่ะ ยกตัวอย่างเช่น Tencent, Alibaba และ Meituan เป็นต้น 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทกลุ่ม Technology ในจีนก็เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้นของบริษัท Tencent มีการปรับตัวขึ้น 15% เนื่องจากเร็ว ๆ นี้ Tencent จะเปิดเกมตัวใหม่ Dungeon & Fighter Mobile ซึ่งคาดว่าจะมีแรงหนุนที่ทำให้ราคาหุ้นของ Tencent ปรับตัวขึ้นค่ะ

5. การประกาศนโยบายของรัฐบาลจีน เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

และมาที่ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มกลับมาคึกคัก นั่นก็คือ การประกาศนโยบายของรัฐบาลจีน เพื่อหนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลจีนจะครอบคลุมทั้งตลาดทุนเลยค่ะ โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจในครั้งนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ China Securities Regulatory Commission (CSRC) ซึ่งคุณน้าจะขอยกตัวอย่างนโยบายที่ CSRC กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น

  • การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต 5% ตามเป้าหมายในปีนี้
  • การผ่อนปรนกฎเกณฑ์การซื้อบ้านตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อผ่อนคลายปัญหาอสังหาริมทรัพย์
  • การผ่อนปรนกฎเกณฑ์การลงทุน เพื่อให้นักลงทุนรายใหญ่สามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น
  • มีมาตรการควบคุมการ Short Selling และการยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนในหุ้นฮ่องกง 
  • ประกาศสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และนักลงทุนต่างประเทศ


ความท้าทายของตลาดหุ้นจีนในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

ความท้าทายของตลาดหุ้นจีนในอนาคตจะเป็นอย่างไร

จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดหุ้นจีนเริ่มปรับตัวขึ้นจากปีก่อนค่ะ ซึ่งการปรับตัวในครั้งนี้เป็นการปฏิรูปนโยบายในระยะยาว โดยนโยบายที่รัฐบาลจีนได้นำมาใช้ไม่ใช่นโยบายใหม่ค่ะ เนื่องจากในปี 2004 และปี 2014 รัฐบาลจีนเคยนำนโยบายปฏิรูปเข้ามาใช้ในการพัฒนาตลาดหุ้นจีน ซึ่งผลปรากฏว่า ตลาดหุ้นจีนสามารถปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิง) ดังนั้น คุณน้ามองว่า นักลงทุนที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นจีนอยู่แล้ว สามารถคาดหวังได้ว่าตลาดหุ้นจีนในครั้งนี้ จะมีการปรับขึ้นในระยะยาวและเป็นการปรับตัวที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนในอนาคตก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเช่นกันค่ะโดยคุณน้าขอยกตัวอย่าง 3 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ ดังนี้ค่ะ

1. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัว 

สำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังคงปรับตัวลดลง ในเดือนมกราคม-มีนาคมที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์ลดลง 9.0% เมื่อเทียบกับปี 2566 ค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวเป็นเพราะปริมาณหนี้เสียจากการที่ชาวจีนซื้อบ้านมีมากขึ้น ทำให้รัฐบาลจีนต้องผ่อนปรนกฎเกณฑ์การซื้อบ้านตามหัวเมืองใหญ่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น เมืองเซินเจิ้น ได้ประกาศผ่อนคลายข้อจำกัดด้านภาษีเงินได้ส่วนบุคคล คือ ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้ทันที หลังจากได้รับใบอนุญาตเป็นผู้อาศัย ซึ่งจะแตกต่างจากก่อนหน้านั้นที่ ประชาชนจะต้องได้รับใบอนุญาต 3 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ในกรณีที่ครอบครัวมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สามารถซื้อบ้านเพิ่มอีกหลังได้ โดยบ้านที่ซื้อเพิ่มจะต้องไม่อยู่ในเขตหลักของเซินเจิ้นค่ะ

2. อุตสาหกรรมค้าปลีกยังชะลอตัว

สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกของจีนนั้น ยังคงมีการชะลอตัวเช่นเดียวกับการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ค่ะ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความกังวลต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจในจีนเอง

3. สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

มาต่อกันที่ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายที่นักลงทุนควรติดตามเป็นพิเศษ นั่นก็คือ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เตรียมประกาศใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับจีน โดยมีมูลค่ากว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมาตรการนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

การที่สหรัฐอเมริกาออกมาตรการตั้งกำแพงภาษีกับจีนอีกครั้ง ก็เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้จีนยุติการใช้การค้าที่ไม่เป็นธรรม จนส่งผลให้อุปทานล้นตลาด ซึ่งสินค้าที่รัฐบาลไบเดนจะปรับขึ้นนั้น มีทั้งหมดหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV, โซลาร์เซลล์, สินค้าทางการแพทย์, แร่ธาตุสำคัญ, เหล็ก, เซมิคอนดักเตอร์ และอลูมิเนียม เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าที่เคยตั้งกำแพงภาษีในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงใช้อยู่ 

ในขณะที่ ทางรัฐบาลจีนได้ออกแถลงการณ์ว่า การที่สหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงด้านภาษีเป็นการละเมิดกฎระเบียบทางการค้าโลก (WTO) และการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาเป็นการขัดกับฉันทมติที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องต้องกันค่ะ


นักลงทุนควรลงทุนในตลาดหุ้นจีน ตอนนี้ดีไหม? 

สำหรับนักลงทุนที่กำลังให้ความสนใจลงทุนในหุ้นจีน แล้วเกิดข้อสงสัยว่า ลงทุนตอนนี้ดีไหม? เพราะจากปัจจัยเสี่ยงทางด้านอสังหาริมทรัพย์, อุตสาหกรรมค้าปลีก และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนตัวคุณน้ามองว่า นักลงทุนที่ยังไม่เคยลงทุนในหุ้นจีนเลย การลงทุนในช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นการจับจังหวะที่ดีเลยทีเดียว โดยคุณน้าขอแนะนำการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยค่ะ เพราะนักลงทุนไทยสามารถกระจายการลงทุนได้ทั้งตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงผ่านตลาดหุ้นไทยอย่างกองทุน ETF และผลิตภัณฑ์ DR เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละคนเลยค่ะ 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นจีนกับผลิตภัณฑ์ DR ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีหลักทรัพย์อ้างอิง ETFs ที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงทั้งหมด 5 ตัว ได้แก่ 

  • CNTECH01 : มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC Hang Seng TECH Index ETF ที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng TECH
  • CN01 : มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC CSI 300 Index ETF ที่อ้างอิงดัชนี CSI 300
  • HK01 : มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Tracker Fund of Hong Kong ที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng (HSI)
  • STAR5001 : มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Premia China STAR50 ETF ที่อ้างอิงดัชนี STAR 50
  • HKCE01 : มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Hang Seng China Enterprises Index ETF ที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI)

คุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SET ได้เลยค่ะ


กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 มีอะไรบ้าง?

สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสนใจกองทุนในตลาดหุ้นจีน แต่ยังไม่รู้ว่า จะลงทุนในกองไหนดี? คุณน้าขอแนะนำ 5 กองทุน เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้ค่ะ

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน THB เฮ็ดจ์ : SCBCEH

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 : SCBCEH
  • บลจ. : SCBAM
  • ค่าธรรมเนียมขาย : 0.5%
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ : 0%
  • ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม : 1% ต่อปี
  • ลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อไป : 1 บาท
  • ผลตอบแทนในระยะเวลา 1 ปี : 1.13%

กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index : TMBCHEQ

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 : TMBCHEQ
  • บลจ. : EASTSPRING
  • ค่าธรรมเนียมขาย : N/A
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ : N/A
  • ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม : 0% ต่อปี
  • ลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อไป : 1 บาท
  • ผลตอบแทนในระยะเวลา 1 ปี : 1.49%

กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า : UOBSGC

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 : UOBSGC
  • บลจ. : UOBAM
  • ค่าธรรมเนียมขาย : 1.5%
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ : 0%
  • ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม : 1.61% ต่อปี
  • ลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อไป : ไม่มีขั้นต่ำ
  • ผลตอบแทนในระยะเวลา 1 ปี : 22.95%

กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นจีน : K-CHX

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 : K-CHX
  • บลจ. : KASSET
  • ค่าธรรมเนียมขาย : 0%
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ : 0.15%
  • ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม : 0.54% ต่อปี
  • ลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อไป : 500 บาท
  • ผลตอบแทนในระยะเวลา 1 ปี : -2.26%

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ (ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์) : SCBCHAE

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567 : SCBCHAE
  • บลจ. : SCBAM
  • ค่าธรรมเนียมขาย : 0%
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ : 0.11%
  • ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม : 0% ต่อปี
  • ลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อไป : 1 บาท
  • ผลตอบแทนในระยะเวลา 1 ปี : -5.90%


ตลาดหุ้นจีน มีอะไรบ้าง?

ในปัจจุบันตลาดหุ้นจีน สามารถแบ่งออกได้เป็น ประเภทหลัก ได้แก่ A-Share, B-Share, ADR และ H-Share  

กองทุนหุ้นจีน กองไหนดี 2567

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน THB เฮ็ดจ์ : SCBCEH
  • กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index : TMBCHEQ
  • กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า : UOBSGC
  • กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นจีน : K-CHX
  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ (ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์) : SCBCHAE

หุ้นจีน Index มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง?

สำหรับดัชนีหุ้นจีน หรือ China Index มีหลายตัวที่น่าสนใจค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนี CSI300, ดัชนี STAR 50 และดัชนี HSI เป็นต้น


สรุป ตลาดหุ้นจีนน่าลงทุนไหม? 

ตลาดหุ้นจีนยังถือว่า น่าลงทุนในช่วงเวลานี้ค่ะ เนื่องจากการปรับมาตรการของรัฐบาลจีนที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่า ตลาดทุนในจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคุณน้ามองเห็นว่า ในช่วงนี้ยังคงเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามให้ดีก็คือ สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามกันต่อไปค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ, SET, ประชาชาติธุรกิจ และ Finnomena


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

khunnaphatrade
khunnaphatrade
Recent Post
วิเคราะห์ราคาทองคำ วันที่ 13 มิถุนายน 2567
คุณน้าพาเทรดทอง : วิเคราะห์ทองคำวันที่ 13 มิถุนายน 2567

สวัสดีสายเทรดทองทุกท่านนะคะ วันนี้มาติดตามวิเคราะห์ทองคำประจำวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2567 กันค่า

แนวต้าน : 2,317 / 2,330 / 2,340
แนวรับ : 2,310 / 2,300 / 2,288

กองทุนทองคำ ควรซื้อเก็บไหม หลังราคาทองคำรีเทิร์นพุ่ง มือใหม่เริ่มต้นยังไงดี!
กองทุนทองคำ ควรซื้อเก็บไหม? หลังทองคำรีเทิร์นพุ่ง มือใหม่เริ่มต้นยังไงดี!

คุณน้าจะพาทุกคนไปศึกษาการลงทุนกองทุนทองคำที่นักลงทุนมือใหม่ สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำอีกด้วย

เทรดหุ้น CFD กับ IUX โบรกเกอร์หุ้น ค่าธรรมเนียมถูก?! อัปเดตปี 2024
เทรดหุ้น CFD กับ IUX โบรกเกอร์หุ้น ค่าธรรมเนียมถูก?! อัปเดตปี 2024

ในวันนี้คุณน้าจะมานำเสนอเทรดหุ้น CFD กับ IUX โบรกเกอร์หุ้น ค่าธรรมเนียมถูก พร้อมเจาะคุณสมบัติเด่น ๆ ของ IUX ว่ามีอะไรบ้าง? !

วิเคราะห์ราคาทองคำ
คุณน้าพาเทรดทอง : วิเคราะห์ทองคำวันที่ 10 มิถุนายน 2567

สวัสดีสายเทรดทองทุกท่านนะคะ วันนี้มาติดตามวิเคราะห์ทองคำประจำวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2567 กันค่า

แนวต้าน : 2,305 / 2,315 / 2,330
แนวรับ : 2,285 / 2,280 / 2,270