อัตราส่วนสภาพคล่อง คือ ตัวชี้วัดความสามารถทางการเงินในการชำระหนี้ระยะสั้นของธุรกิจค่ะ เปรียบเสมือนการเช็กเงินสดในกระเป๋าว่ามีพอจ่ายค่าใช้จ่ายรายวันหรือไม่
ในบทความนี้ คุณน้าจะพามาทำความเข้าใจว่าตัวชี้วัดตัวนี้มีความสำคัญอย่างไร มีกี่ประเภท และนำไปใช้วิเคราะห์งบการเงินอย่างไรให้ปลอดภัยค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
อัตราส่วนสภาพคล่อง คืออะไร?
ตัวชี้วัด (Liquidity Ratio) คือ เครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นเงินสด เพื่อนำมาชำระหนี้สินระยะสั้นที่กำลังจะครบกำหนดค่ะ
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ นะคะ สมมติว่าเรามีภาระต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าบัตรเครดิตในสิ้นเดือนนี้ เงินที่เราจะนำมาจ่ายได้ดีที่สุดก็คือเงินสดในกระเป๋าหรือเงินในบัญชีออมทรัพย์ แต่ถ้าเรามีทรัพย์สินเป็นบ้านหรือที่ดิน แม้จะมีมูลค่าสูงมากแค่ไหน แต่การจะขายออกมาเป็นเงินสดทันทีเพื่อจ่ายค่าน้ำค่าไฟในวันสองวันนี้คงเป็นเรื่องยากจริงไหมคะ?
ในทางธุรกิจก็เช่นเดียวกันค่ะ แม้บริษัทจะมีอาคาร โรงงาน หรือเครื่องจักรมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่นั่นถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้า หากบริษัทจำเป็นต้องชำระหนี้การค้าหรือดอกเบี้ยเงินกู้ในอีก 30 วันข้างหน้า
บริษัทจำเป็นต้องพึ่งพา สินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร หรือลูกหนี้การค้า เพื่อนำมาชำระหนี้สินหมุนเวียนระยะสั้นเหล่านั้นค่ะ ดังนั้น การอ่าน งบดุล เพื่อประเมินตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ
อัตราส่วนสภาพคล่อง มีอะไรบ้างที่นักลงทุนควรรู้?
ในการวิเคราะห์สภาพคล่องของกิจการ นักลงทุนนิยมใช้อัตราส่วนกลุ่มนี้หลัก ๆ 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละตัวจะมีความเข้มงวดในการวัดระดับเงินสดที่แตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเวียน (Current Ratio)
Current Ratio เป็นการเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมด กับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมดของกิจการค่ะ
สูตรคำนวณ
Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน (เท่า)
คุณน้าขอยกตัวอย่างนะคะ หากบริษัท A มีสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 บาท และมีหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ค่า Current Ratio จะเท่ากับ 2.0 เท่า แปลว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินระยะสั้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีสภาพคล่องตัวดีค่ะ
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio)
Quick Ratio จะมีความเข้มงวดมากกว่า Current Ratio ค่ะ โดยจะตัด “สินค้าคงเหลือ” (Inventory) ออกจากสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาในการขาย และบางครั้งอาจขายไม่ได้ทันทีตามราคาบัญชี
สูตรคำนวณ
Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน (เท่า)
คำแนะนำจากคุณน้า
หากบริษัทมี Quick Ratio ต่ำกว่า Current Ratio มาก ๆ แสดงว่าสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนใหญ่จมอยู่ในรูปของสินค้าคงคลัง หากเกิดวิกฤตที่สินค้าขายไม่ออก บริษัทอาจเสี่ยงหมุนเงินไม่ทันได้ค่ะ
อัตราส่วนเงินสด (Cash Ratio)
Cash Ratio เป็นอัตราส่วนที่เข้มงวดที่สุดค่ะ โดยจะนำเฉพาะเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูงมาก ๆ มาคำนวณเท่านั้น
สูตรคำนวณ
Cash Ratio = (เงินสด + สินทรัพย์สภาพคล่องสูง) / หนี้สินหมุนเวียน (เท่า)
ค่านี้จะบอกเราว่า หากเจ้าหนี้ระยะสั้นทวงหนี้พร้อมกันทั้งหมดในวันนี้ บริษัทจะมีเงินสดในมือพอชำระหนี้หรือไม่นั่นเองค่ะ

อัตราส่วนสภาพคล่อง สำคัญยังไงกับนักลงทุน?
ตัวเลขชุดนี้ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงขั้นแรกสำหรับนักลงทุนค่ะ เพราะบริษัทที่มีผลกำไรเติบโตโดดเด่นใน งบกำไรขาดทุน ก็อาจจะประสบภาวะล้างพอร์ตหรือล้มละลายได้ หากเกิดภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” หรือหมุนเงินสดชำระหนี้ไม่ทันในระยะสั้น
คำแนะนำ
- ค่ามากกว่า 1.0 เท่า: บ่งบอกว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินระยะสั้น มีความปลอดภัยเบื้องต้น
- ค่าที่สูงเกินไปไม่ได้ดีเสมอไป: หาก Current Ratio สูงถึง 4.0 หรือ 5.0 เท่า อาจสะท้อนว่าบริษัทบริหารเงินไม่เก่ง เช่น ปล่อยให้เงินสดจมอยู่ในบัญชีโดยไม่นำไปลงทุนต่อ หรือปล่อยให้เกิดลูกหนี้การค้าค้างชำระเป็นจำนวนมาก
- วิเคราะห์ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น: การดูอัตราส่วนนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรนำไปวิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนประเมินมูลค่า เช่น PE Ratio เพื่อดูว่าหุ้นตัวนั้นมีความคุ้มค่ากับราคาในตลาดหรือไม่ค่ะ
ข้อสังเกตเพิ่มเติม
ลักษณะของค่าที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมด้วยนะคะ เช่น ธุรกิจปลีกจะมีเงินสดหมุนเวียนเร็ว อาจใช้ Current Ratio ที่ต่ำกว่าธุรกิจอุตสาหกรรมหนักได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
อัตราส่วนสภาพคล่อง เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี?
โดยทั่วไป อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเวียน (Current Ratio) ที่ดีควรมีค่าประมาณ 1.5 – 2.0 เท่าค่ะ ส่วน Quick Ratio ควรอยู่ที่ประมาณ 1.0 เท่าขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทและลักษณะธุรกิจของแต่ละอุตสาหกรรมด้วยค่ะ
Quick Ratio ต่างจาก Current Ratio อย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญคือ Quick Ratio จะหักสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นจากสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็วอย่างแท้จริงค่ะ
อัตราส่วนสภาพคล่อง สำคัญกับนักลงทุนยังไง?
ช่วยให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัท ทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทจะไม่ประสบปัญหาล้มละลายจากภาวะเงินขาดมือกลางคันค่ะ
สรุปเกี่ยวกับอัตราส่วนสภาพคล่อง
โดยสรุปแล้ว เครื่องมือตัวนี้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์งบการเงินพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ การตรวจสอบสัดส่วนเงินสดและสินทรัพย์หมุนเวียนจะช่วยให้นักลงทุนกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงทางการเงินสูงออกไปได้อย่างแม่นยำ
หากคุณอยากเพิ่มความแม่นยำในการเลือกหุ้น การศึกษาอัตราส่วนทางการเงินตัวอื่น ๆ ควบคู่กันไปจะช่วยให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
การลงทุนมีความเสี่ยงและมีผันผวนสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge








