หุ้นสหรัฐถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวของหุ้นสหรัฐเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาคุยหุ้น เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงและมุมมองในการลงทุน สายวิเคราะห์หุ้นสหรัฐห้ามพลาดบทความนี้!
คุยหุ้นสหรัฐวันนี้ (US 500/ S&P 500)
บทวิเคราะห์ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานหุ้นสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ปี 2026 ด้วยบรรยากาศเชิงบวกท่ามกลางความระมัดระวัง โดยมีความเชื่อมั่นต่อดัชนี S&P 500 เป็นหลัก หลังจากการปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องหลายปีที่ขับเคลื่อนโดย AI ขณะที่กระแสเงินลงทุนในกองทุนหุ้นยังคงแข็งแกร่งจนถึงช่วงปลายปี โดยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม กองทุนหุ้นสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าเกือบ 17,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังต่อเนื่อง หลังจาก S&P 500 ให้ผลตอบแทนมากกว่า 16% ในปีที่ผ่านมา จากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางในสหรัฐฯ จะเติบโตมากกว่า 15% ในปี 2026 ซึ่งช่วยตอกย้ำมุมมองว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังสามารถรองรับระดับมูลค่าที่ค่อนข้างสูงได้ค่ะ
ทั้งนี้ S&P 500 เปิดต้นปีใหม่ปรับขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางสภาพคล่องที่เบาบางในช่วงวันหยุด และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกันในเชิงผลตอบแทนรายปี แม้ว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในช่วงต้นของ S&P 500 และ Nasdaq จะสะท้อนบรรยากาศการรับความเสี่ยง (risk-on) ที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ผลตอบแทนในวันแรกของปีนั้น ในอดีตมักไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีของผลตอบแทนตลอดทั้งปีค่ะ นอกจากนี้ ความเป็นผู้นำของตลาดยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก แม้ในช่วงปลายปี 2025 จะเริ่มปรากฏสัญญาณของการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมให้เห็นบ้างแล้ว จากการที่นักลงทุนลดสัดส่วนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางตัว เพื่อเตรียมรับโอกาสจากการกระจายตัวของการเติบโตในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้นในปี 2026 ค่ะ
ภายในดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลตอบแทนโดยรวม โดย Micron Nvidia Lam Research และ Western Digital ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ตอกย้ำการพึ่งพาการลงทุนด้าน AI ของตลาด ในทางตรงกันข้าม หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Microsoft Meta Amazon และ Salesforce กลับกดดันการปรับขึ้นของดัชนี สะท้อนความแตกต่างของผลการดำเนินงานภายในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นค่ะ ส่วน Tesla ทำผลงานได้อ่อนแอ หลังรายงานยอดส่งมอบรายไตรมาสลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน และสูญเสียตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกให้กับ BYD ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่นอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งของหุ้นอุตสาหกรรมและการเงิน เช่น Boeing Caterpillar และ Goldman Sachs ช่วยพยุงดัชนีโดยรวม บ่งชี้ว่าหุ้นวัฏจักรบางกลุ่มอาจมีบทบาทมากขึ้น หากการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวในวงกว้างค่ะ
อย่างไรก็ดี S&P 500 ยังคงต้องเผชิญกับฉากหลังด้านนโยบายและเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มข้น ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด นักลงทุนจับตาการเปลี่ยนผ่านผู้นำของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดไว้ รวมถึงความไม่แน่นอนที่กลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ค่ะ แม้ Deutsche Bank และ Barclays จะเตือนว่าตลาดหุ้นยังคงพึ่งพาความสำเร็จของ AI อย่างมาก แต่ทั้งสองสถาบันก็ยอมรับว่า กำไรที่ยังแข็งแกร่ง การซื้อหุ้นคืน และสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ยังเอื้ออำนวย อาจช่วยให้ S&P 500 ค่อย ๆ ปรับขึ้นต่อได้ แม้จะมีจังหวะย่อตัวบ่อยขึ้นก็ตามค่ะ ด้าน Bank of America เห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่าดัชนีมีมูลค่าค่อนข้างแพง แต่ยังเปิดโอกาสสำหรับการลงทุนเชิงคัดเลือกในบางกลุ่มและบางตัวในกลุ่มเฮลธ์แคร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงปัจจัยเฉพาะตัวของหุ้นอย่าง Amazon Boeing Merck และ Cigna ค่ะ
โดยภาพรวม คุณน้ามองว่า S&P 500 เข้าสู่ปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังกำไรที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นใน AI ที่ยังไม่เสื่อมคลาย แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นผู้นำของตลาดเริ่มแคบลง ระดับมูลค่าสูง และความเสี่ยงด้านนโยบายเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ปูทางไปสู่ปีที่ผลตอบแทนมีแนวโน้มกระจายตัวมากขึ้น ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัว และมีแนวโน้มผันผวนสูงกว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาค่ะ
ทั้งนี้ คุณน้ามองว่าแนวโน้มพื้นฐานของดัชนี S&P 500 ยังคงพึ่งพากำไรของภาคธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น ความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ค่ะ อย่างไรก็ดี การที่ความเป็นผู้นำของตลาดเริ่มแคบลงควบคู่กับความเสี่ยงด้านมูลค่า ทำให้คุณน้าเห็นว่ากลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะทวีความสำคัญมากขึ้น โดยนักลงทุนอาจมุ่งเน้นบริษัทที่มีความชัดเจนในการเติบโตของกำไร มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวค่ะ
บทวิเคราะห์ภาพรวมทางเทคนิคหุ้นสหรัฐ

ดัชนี S&P 500 (US500) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายในแนวโน้มขาขึ้นหลักอย่างชัดเจน โดยมีโครงสร้างระยะยาวที่เป็นขาขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2023 เป็นแรงหนุนสำคัญ คุณน้ามองว่า ในเชิงเทคนิค ราคายังคงยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยืนยันว่าตลาดในภาพใหญ่ยังคงแข็งแรงในเชิงโครงสร้าง แม้ความผันผวนจะเริ่มเพิ่มขึ้นก็ตามค่ะ
ในระยะสั้น โซน 6,900–6,950 ถือเป็นแนวต้านสำคัญ ซึ่งเกิดจากสัญญาณโมเมนตัมที่เริ่มอ่อนแรงในช่วงปลายปี 2025 คุณน้าเห็นว่า หากดัชนีสามารถปิดเหนือระดับ 6,950 ได้อย่างชัดเจนทั้งในกรอบรายวันและรายสัปดาห์ จะเป็นการยืนยันการไปต่อของแนวโน้มขาขึ้น โดยมีเป้าหมายถัดไปที่โซน 7,100–7,250 อย่างไรก็ดี การเบรกทะลุขึ้นดังกล่าวน่าจะต้องอาศัยแรงหนุนรอบใหม่จากหุ้นผู้นำด้าน AI เช่น NVIDIA Micron และหุ้นกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ที่ยังตามหลังตลาด อย่าง Microsoft และ Amazon จำเป็นต้องฟื้นตัวและทรงตัว เพื่อสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นโดยรวมค่ะ
ในฝั่งขาลง แนวรับแรกกระจุกตัวอยู่บริเวณ 6,700–6,750 และหากมีการปรับฐานลึกลงไปถึงโซน 6,450–6,500 ก็ยังถือเป็นการพักตัวเพื่อปรับฐานภายในแนวโน้มขาขึ้น มากกว่าจะเป็นสัญญาณขาลง ตราบใดที่ราคายังสามารถยืนเหนือโซนนี้ได้ ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันสะสมไว้อย่างชัดเจนค่ะ
ด้านตัวชี้วัดโมเมนตัมในปัจจุบันสะท้อนว่า แรงเร่งขาขึ้นเริ่มชะลอลง แต่ยังไม่ใช่สัญญาณกลับตัว ขณะที่ RSI ปรับลดลงจากเขตซื้อมากเกินไป ขณะที่ความกว้างของตลาดเริ่มแคบลง คุณน้ามองว่าภาพนี้สะท้อนการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม การเงิน และหุ้นวัฏจักรบางส่วน เริ่มเข้ามาชดเชยการพักฐานของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือ ยังไม่พบสัญญาณการเทขายสะสมอย่างรุนแรง จึงทำให้คุณน้ามองว่าความเสี่ยงขาลงยังอยู่ในกรอบจำกัด เว้นแต่แนวรับสำคัญจะหลุดลงอย่างชัดเจนค่ะ
ทั้งนี้ คุณน้ามองว่า แนวโน้มระยะสั้นของ S&P 500 มีแนวโน้มแกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ 6,700–6,950 ก่อนที่จะเลือกทิศทางที่ชัดเจน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากโมเมนตัมกำไรของบริษัทจดทะเบียน และความคาดหวังต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หากดัชนีปรับขึ้น มักเป็นการไต่ระดับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการพุ่งขึ้นแรง แต่หากดัชนีหลุดต่ำกว่า 6,700 จะเพิ่มโอกาสให้ความผันผวนขยายตัวลงไปทดสอบบริเวณ 6,500 อย่างไรก็ดี ตราบใดที่ดัชนียังยืนเหนือระดับ 6,700 มุมมองระยะกลางยังคงเป็นขาขึ้น แม้ผลตอบแทนอาจไม่สม่ำเสมอและขึ้นกับหุ้นรายตัวมากกว่าปีก่อน ๆ ค่ะ
สรุปโดยรวม คุณน้ามองว่า ดัชนี S&P 500 ยังคงแข็งแกร่งในเชิงเทคนิค แต่เริ่มมีความตึงตัวในระยะสั้น แนวโน้มขาขึ้นยังไม่เสีย แต่การปรับขึ้นอาจช้าลง มีลักษณะคัดเลือกมากขึ้น และขึ้นกับบทบาทของหุ้นผู้นำด้าน AI รวมถึงผลกำไรจริงของบริษัท โดยอาจมีการพักฐานก่อนที่ดัชนีจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่รอบขาขึ้นใหม่เหนือระดับ 7,000 ค่ะ
📍ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทางเทคนิค (US 500/ S&P 500)
- แนวรับสำคัญ : 6828.1, 6811.0, 6783.3
- แนวต้านสำคัญ : 6883.5, 6900.6, 6928.3
ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ

ที่มา : Forexfactory
กำหนดการรายงานผลประกอบการ

ที่มา : TradingView
📍หุ้นสหรัฐที่น่าจับตามอง
- NVIDIA (NVDA): คุณน้ามองว่า NVIDIA ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวอย่างแข็งแกร่ง โดยราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันได้อย่างชัดเจน ซึ่งยืนยันถึงโครงสร้างสนับสนุนที่มั่นคงของวัฏจักรตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่ในระยะสั้น NVDA อยู่ในช่วงพักฐานหลังจากการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 192–195 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่แรงขายเริ่มเข้ามาจำกัดการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หากราคาสามารถทะลุผ่านโซนดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จะเป็นการเปิดทางให้เกิดโมเมนตัมขาขึ้นรอบใหม่อีกครั้งค่ะ ส่วนในฝั่งขาลง แนวรับแรกอยู่บริเวณ 175–178 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่ใกล้ระดับ 165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยมีการสะสมหุ้นก่อนหน้านี้ ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มผ่อนคลายลงจากภาวะซื้อมากเกินไป แต่ยังคงอยู่ในแดนบวก สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวในปัจจุบันเป็นการพักฐานมากกว่าการสิ้นสุดของแนวโน้มค่ะ
- Micron Technology (MU): แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางเทคนิคที่แข็งแกร่งที่สุดตัวหนึ่งในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยราคาซื้อขายอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลักทั้งหมด หลังจากปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง แนวต้านระยะสั้นในปัจจุบันจึงเป็นเชิงจิตวิทยามากกว่าเชิงเทคนิค เนื่องจากไม่มีจุดสูงสุดเดิมให้ยึดอ้างอิงค่ะ ในมุมของแนวรับ ระดับแรกที่สำคัญอยู่บริเวณ 285–290 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับเชิงโครงสร้างถัดไปอยู่แถว 255–260 ดอลลาร์ ซึ่งจากมุมมองของคุณน้า การย่อตัวใด ๆ ที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงการพักฐานภายในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณของการกลับตัวค่ะ
- Western Digital (WDC): ได้เปลี่ยนผ่านจากช่วงพักฐานเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคายืนเหนือทั้งเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วันได้อย่างมั่นคง ส่งผลให้แนวต้านอยู่ในโซนใกล้ระดับ 190–195 ดอลลาร์ ในด้านแนวรับ ระดับแนวต้านเดิมบริเวณ 165–170 ดอลลาร์ ได้เปลี่ยนมาเป็นแนวรับหลัก ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตาเพื่อยืนยันการไปต่อของแนวโน้ม ส่วนแนวรับรองอยู่ใกล้ระดับ 150 ดอลลาร์ โดยโมเมนตัมโดยรวมยังเป็นบวก แต่ราคาระยะสั้นปรับขึ้นค่อนข้างแรง คุณน้ามองว่าอาจมีการแกว่งตัวออกด้านข้างเพื่อพักฐาน ก่อนที่จะมีการเลือกทิศทางต่อไปค่ะ
- Lam Research (LRCX): ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยได้รับแรงหนุนจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด LRCX อยู่ในช่วงพักฐานใต้แนวต้านบริเวณ 188–190 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุผ่านระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณสนับสนุนการไปต่อสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น ในฝั่งขาลง แนวรับแรกอยู่ใกล้ระดับ 170–172 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งกว่าอยู่บริเวณ 155–158 ดอลลาร์ ส่วนตัวชี้วัดโมเมนตัมสะท้อนภาพของการทรงตัวมากกว่าการอ่อนแรง สอดคล้องกับการพักฐานภายในแนวโน้มขาขึ้นค่ะ
- Microsoft (MSFT): ในมุมมองของคุณน้า ภาพทางเทคนิคของ Microsoft มีความเป็นกลางมากกว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยสะท้อนลักษณะของการพักฐานมากกว่าการเร่งตัวขึ้น แม้ราคายังคงยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งช่วยรักษาโครงสร้างขาขึ้นในภาพใหญ่ไว้ได้ แต่ยังเผชิญแรงกดดันใต้แนวต้านระยะสั้นบริเวณ 485–495 ดอลลาร์ โดยการกลับมายืนเหนือโซนนี้ได้อย่างชัดเจนจะเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของโมเมนตัมขาขึ้นค่ะ ในฝั่งขาลง แนวรับสำคัญอยู่ที่ 460–465 ดอลลาร์ และแนวรับที่แข็งแกร่งกว่าอยู่ใกล้ระดับ 445–450 ดอลลาร์ ขณะที่ RSI ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนโมเมนตัมที่ลดลง แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการขายอย่างรุนแรง คุณน้าจึงมองว่า MSFT กำลังอยู่ในช่วงพักตัว มากกว่าที่จะกลับตัวเป็นขาลงค่ะ
🔍คุณน้าแนะนำเทรดหุ้น CFD ไปกับโบรกเกอร์ IUX

IUX มีการให้บริการซื้อขายหุ้น CFD ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (M7) อีกทั้งยังมีหุ้นให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca Cola, Adobe, Alibaba, McDonalds Incorporated และ Netflix เป็นต้น ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่และเทรดเดอร์รายย่อยที่มีต้นทุนจำกัดแล้วต้องการซื้อขายหุ้นระดับโลก
สรุปคุยหุ้นสหรัฐและแนวโน้มในการลงทุน (US 500/ S&P 500)
จุดน่าเข้า Buy
- Buy/ Long 1 : หากมีการแตะแนวรับที่ช่วงราคา 6748.1 – 6828.1 แต่ไม่สามารถทะลุแนวรับที่ 6828.1 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6891.1 และ SL ที่ประมาณ 6708.1 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Buy/ Long 2 : หากสามารถทะลุแนวต้านที่ช่วงราคา 6883.5 – 6963.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 7004.0 และ SL ที่ประมาณ 6788.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
จุดน่าเข้า Sell
- Sell/ Short 1 : หากมีการแตะแนวต้านที่ช่วงราคา 6883.5 – 6963.5 แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 6883.5 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6818.6 และ SL ที่ประมาณ 7003.5 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
- Sell/ Short 2 : หากสามารถทะลุแนวรับที่ช่วงราคา 6748.1 – 6828.1 ได้ อาจตั้ง TP ที่ประมาณ 6694.3 และ SL ที่ประมาณ 6923.0 หรือตามความเสี่ยงที่รับได้
คำเตือน
บทวิเคราะห์นี้ใช้สำหรับการศึกษาข้อมูลของหุ้นสหรัฐเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์และศึกษาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ประกอบกับศึกษาแนวโน้มหุ้นและข่าวสหรัฐก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







