CAGR คืออะไร? ต้นทุนและตัวเลขลวงตาที่มือใหม่ต้องรู้

CAGR คือ คู่มือทำความเข้าใจอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นสำหรับมือใหม่
Table of Contents

CAGR คือ อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีแบบทบต้น ที่ช่วยคำนวณว่าเงินลงทุนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ค่ะ ตัวเลขนี้มีประโยชน์อย่างมากในการวัดผลงานพอร์ตลงทุน เพราะการดูผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทั่วไปมักทำให้เกิดภาพลวงตาทางตัวเลข ในบทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนมารู้จักกับความหมาย วิธีคิดคำนวณ ตลอดจนข้อควรระวังสำคัญ เพื่อช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

CAGR คืออะไร?

CAGR คือ ตัวชี้วัดอัตราการเติบโตของเงินลงทุนแบบทบต้นในแต่ละปี โดยจำลองภาพว่าสินทรัพย์เติบโตด้วยอัตราคงที่สม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาที่ลงทุน

คำว่า CAGR ย่อมาจาก Compound Annual Growth Rate แปลเป็นไทยตรงตัวว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีแบบทบต้น มีจุดประสงค์เพื่อตัดความผันผวนระหว่างทางออกไป แล้วมองภาพรวมตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด

ลองนึกภาพตามคุณน้านะคะ การคิดแบบ CAGR เปรียบเสมือนการขับรถยนต์เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ความเป็นจริงระหว่างทางเราจะเจอไฟแดง ต้องเหยียบเบรกชะลอ หรือเร่งแซงเป็นช่วงๆ แต่ตัวเลขความเร็วเฉลี่ยก็ช่วยบอกภาพรวมของการเดินทางทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการเติบโตของดอกเบี้ยทบต้นในโลกการเงินค่ะ

ทำไมไม่ควรดูแค่ผลตอบแทนเฉลี่ยธรรมดา?

การดูเพียงผลตอบแทนเฉลี่ยเลขคณิตทั่วไปมักสร้างภาพลวงตา และทำให้ประเมินผลกำไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

สมมติว่าปีแรกพอร์ตการลงทุนได้กำไร +50% แต่ปีที่สองขาดทุน -50% หากคิดค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์แบบปกติ (50% – 50%) นำมาหาร 2 จะได้ตัวเลขเฉลี่ยเท่ากับ 0% เหมือนพอร์ตไม่เสียหายอะไรเลย

ทว่าในโลกความจริง ถ้าเริ่มต้นด้วยเงิน 100,000 บาท จบปีแรกเงินจะกลายเป็น 150,000 บาท แต่พอปีที่สองขาดทุน 50% เงินจะเหลือเพียง 75,000 บาท เงินต้นหายไปถึง 25% ตัวเลข CAGR จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยจะบอกความจริงทันทีว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีติดลบ ไม่ใช่เท่าทุนตามที่ค่าเฉลี่ยธรรมดาบอกไว้ค่ะ

สูตร CAGR และวิธีคำนวณผลตอบแทนทบต้น

สูตร CAGR คำนวณได้โดยการนำมูลค่าเงินสุดท้ายมาหารด้วยมูลค่าเงินเริ่มต้น ยกกำลังด้วยเศษหนึ่งส่วนจำนวนปี แล้วลบออกด้วยหนึ่ง

CAGR= (มูลค่าสุดท้าย / มูลค่าเริ่มต้น) 1/n – 1

โดยที่:

  • มูลค่าสุดท้าย คือ มูลค่าพอร์ตหรือทรัพย์สิน ณ วันสิ้นสุดการลงทุน
  • มูลค่าเริ่มต้น คือ เงินต้นที่เริ่มลงทุนในวันแรก
  • n คือ จำนวนปีที่ถือครองการลงทุน

ตัวอย่างการคำนวณให้เห็นภาพจริง

คุณน้าขอยกตัวอย่างเงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไปครบ 3 ปี เงินก้อนนี้เติบโตจนกลายเป็น 150,000 บาท

เมื่อนำตัวเลขเข้าสมการ จะคำนวณได้ดังนี้:

  1. มูลค่าสุดท้ายหารมูลค่าเริ่มต้น: 150,000 / 100,000 = 1.5
  2. ถอดรากตามจำนวนปี (3 ปี หรือยกกำลัง 1/3): 1.5 ยกกำลัง 0.3333 เท่ากับประมาณ 1.1447
  3. นำค่าที่ได้มาลบ 1: 1.1447 – 1 = 0.1447 หรือคิดเป็น 14.47% ต่อปี

ตัวเลขนี้แสดงว่าเงินก้อนดังกล่าวเติบโตทบต้นเฉลี่ยปีละ 14.47% ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปใช้เทียบผลการดำเนินงานของสินทรัพย์อย่างเช่นกองทุนรวมที่น่าสนใจได้เป็นอย่างดีค่ะ

วิธีคำนวณด้วย สูตร CAGR Excel ง่ายๆ

การคำนวณบนสเปรดชีตทำได้สะดวกโดยไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขให้ซับซ้อน ผ่านสองแนวทางหลักค่ะ

แนวทางแรกคือพิมพ์สูตรคณิตศาสตร์ตรงๆ ในช่องตาราง เช่น =(มูลค่าสุดท้าย/มูลค่าเริ่มต้น)^(1/จำนวนปี)-1

แนวทางที่สองคือใช้ฟังก์ชันสำเร็จรูป สูตร CAGR Excel จะใช้ฟังก์ชัน =RRI(nper, pv, fv) โดยแทนค่าช่อง nper ด้วยจำนวนปี, ช่อง pv ด้วยมูลค่าเริ่มต้น และช่อง fv ด้วยมูลค่าสุดท้าย โปรแกรมจะแสดงผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยต่อปีให้อัตโนมัติทันที

ข้อจำกัดของ CAGR ที่มือใหม่มักมองข้าม

CAGR ไม่สะท้อนความผันผวนระหว่างทางของสินทรัพย์ เพราะตัวเลขคำนวณโดยสมมติให้การเติบโตเป็นเส้นตรงราบเรียบ

แม้กองทุนสองกองจะมีค่าการเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีเท่ากัน กองทุนแรกอาจค่อยๆ โตอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่กองทุนที่สองอาจร่วงลงไปลึกจนติดลบหนักก่อนจะพุ่งกลับมาแรงในเดือนสุดท้าย ซึ่งการติดลบหนักหรือภาวะขาดทุนสูงสุด (Drawdown) สร้างแรงกดดันต่อสภาพจิตใจของนักลงทุนอย่างมหาศาล

2. ควรตรวจเช็กค่าความผันผวน (Standard Deviation) ควบคู่กับ CAGR เสมอ เพื่อประเมินว่าระดับความแกว่งตัวของราคารับไหวหรือไม่

3. สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาลงทุนที่ยาวนานพอ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้นค่ะ 


CAGR กับ IRR แตกต่างกันอย่างไร?

CAGR เหมาะสำหรับวัดผลตอบแทนของเงินลงทุนก้อนเดียวตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ส่วน IRR เหมาะสำหรับใช้วัดกรณีที่มีกระแสเงินสดเข้าและออกหลายรอบ

หากซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินก้อนเดียวแล้วถือยาวโดยไม่มีการฝากเงินเพิ่มหรือถอนเงินออกเลย ค่า CAGR ถือเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมและเข้าใจง่ายที่สุด

ในทางกลับกัน หากลงทุนแบบทยอยสะสมเป็นงวดๆ การนำตัวเลขมาคิดเฉลี่ยด้วยวิธีนี้จะคลาดเคลื่อนทันที เนื่องจากมีเงินไหลเข้าพอร์ตในจังหวะเวลาและต้นทุนที่แตกต่างกัน กรณีนั้นจึงควรใช้ IRR หรือ XIRR ในการคำนวณแทนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

CAGR คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรในการลงทุน?

CAGR คือ อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีแบบทบต้น มีประโยชน์ในการช่วยตัดภาพลวงตาของผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทั่วไป ทำให้นักลงทุนมองเห็นการเติบโตที่แท้จริงของเงินลงทุน และนำไปใช้เปรียบเทียบผลงานของสินทรัพย์หรือกองทุนต่างๆ ที่มีระยะเวลาถือครองเท่ากันได้อย่างยุติธรรมค่ะ

สูตรคำนวณ CAGR คืออะไร คิดยากไหม?

สูตรคำนวณคิดจาก (มูลค่าเงินสุดท้าย หารด้วย มูลค่าเงินเริ่มต้น) ยกกำลังด้วย (1 หารด้วย จำนวนปี) แล้วลบด้วย 1 แม้ดูเป็นสมการยกกำลังแต่ไม่ยากเลยค่ะ สามารถคำนวณผ่านเครื่องคิดเลขการเงินทั่วไป หรือใช้ฟังก์ชัน RRI ในโปรแกรม Excel ช่วยประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว

CAGR กับ IRR ต่างกันอย่างไร เลือกใช้อันไหนดี?

CAGR ใช้คิดกับเงินลงทุนก้อนเดียวที่ไม่มีการเติมเงินหรือถอนเงินระหว่างทาง ส่วน IRR หรือ Internal Rate of Return ใช้คำนวณผลตอบแทนเมื่อมีกระแสเงินสดไหลเข้าออกหลายช่วงเวลา หากลงทุนเป็นเงินก้อนให้เลือกดู CAGR แต่ถ้าเน้นการทยอยลงทุนสม่ำเสมอควรเลือกใช้ค่า IRR ค่ะ

สรุป CAGR คือ

CAGR คือ เครื่องมือสำคัญในการวัดผลการดำเนินงานทางการเงิน ที่ช่วยสะท้อนอัตราการเติบโตแบบทบต้นในแต่ละปีได้อย่างสมจริง ช่วยลบจุดบอดของค่าเฉลี่ยทั่วไปที่มักทำให้ตัวเลขผลตอบแทนดูดีเกินจริง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการจำลองภาพแบบเส้นตรง และไม่ได้บอกเล่าถึงความเสี่ยงหรือความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง นักลงทุนจึงควรศึกษาควบคู่ไปกับเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอื่นๆ เพื่อวางรากฐานการเงินส่วนบุคคลให้แข็งแกร่งและปลอดภัยในระยะยาวค่ะ

การลงทุนมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
CAGR คือ คู่มือทำความเข้าใจอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นสำหรับมือใหม่
CAGR คืออะไร? ต้นทุนและตัวเลขลวงตาที่มือใหม่ต้องรู้

CAGR คือ เครื่องมือวัดอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีแบบทบต้น ช่วยสะท้อนผลงานพอร์ตลงทุนตามจริงโดยไม่โดนผลตอบแทนเฉลี่ยหลอกตา คุณน้าพาเจาะลึกวิธีคำนวณและจุดบอดสำคัญค่ะ

Private Banking คือ เจาะลึกบริการบริหารความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มสินทรัพย์สูง
Private Banking คืออะไร? เรื่องเงินที่คนอยากมั่นคงต้องรู้

Private Banking คือ บริการบริหารความมั่งคั่งของธนาคารที่ออกแบบมาเพื่อดูแลลูกค้าสินทรัพย์สูงโดยเฉพาะ ช่วยจัดสรรพอร์ตลงทุน วางแผนภาษี และส่งต่อมรดกครอบครัวอย่างมั่นคง คุณน้าสรุปภาพรวมและเกณฑ์เริ่มต้นมาให้เข้าใจง่ายในบทความนี้ค่ะ

Recurring Income คือ แนวคิดสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอฉบับมือใหม่สร้างตัว
Recurring Income คืออะไร? ต้นทุนที่คนมีรายได้ประจำต้องรู้

Recurring Income คือรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สม่ำเสมอตามรอบเวลา ช่วยเสริมสภาพคล่องให้คนรุ่นใหม่สร้างตัวได้มั่นคงขึ้น คุณน้าสรุปจุดเด่นและข้อควรระวังไว้ให้ครบค่ะ

ภาวะเงินฝืด คืออะไร ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
ภาวะเงินฝืด คืออะไร กระทบกระเป๋าเงินและพอร์ตลงทุนอย่างไร

ภาวะเศรษฐกิจ คือ การบ่งชี้ทิศทางของเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถ้าหากเป็นช่วงที่ราคาสินค้าหรือบริการสูงขึ้น เราจะเรียกว่าเงินเฟ้อ ส่วนถ้าหากราคาสินค้าบริการลดลงอย่างต่อเนื่องเรียกว่าเงินฝืด ซึ่งคุณน้าเคยเขียนบทความเรื่องเงินเฟ้อ ดังนั้นในบทความนี้จึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักเงินฝืด เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวการลงทุนในช่วงภาวะเงินฝืด

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy