อัตราส่วนทางการเงิน คืออะไร? รู้ไว้ก่อนเริ่มอ่านงบหุ้น

อัตราส่วนทางการเงิน สรุปประเภทอัตราส่วนทางการเงินที่นักลงทุนต้องดูสำหรับมือใหม่
Table of Contents

อัตราส่วนทางการเงิน คือ ตัวเลขเปรียบเทียบที่ได้จากการนำข้อมูลในงบการเงินมาหารกัน เพื่อวัดสุขภาพทางการเงินของบริษัทในมิติต่าง ๆ ค่ะ เปรียบเสมือนการตรวจวัดดัชนีมวลกาย (BMI) ที่นำน้ำหนักกับส่วนสูงมาคำนวณเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าร่างกายสมส่วน สุขภาพดี หรือกำลังมีภาวะเสี่ยงโรคหรือเปล่า

โดยตัวเลขเหล่านี้จะถูกคำนวณมาจากงบหลัก ๆ ของบริษัท เพื่อช่วยให้เราประเมินความแข็งแกร่งของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นค่ะ ในบทความนี้ คุณน้าจะพาทุกคนมาทำความรู้จักและวิเคราะห์อัตราส่วนเหล่านี้เพื่อใช้ประเมินบริษัทก่อนเริ่มลงทุนกันค่ะ

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

อัตราส่วนทางการเงิน คืออะไร?

หมายถึงเครื่องมือที่ช่วยแปลงตัวเลขจำนวนเงินมหาศาลในงบการเงินให้อยู่ในรูปของอัตราส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ ทำให้เราสามารถนำข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้นค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนำตัวเลขมาจากงบการเงินสำคัญอย่าง งบดุล และ งบกำไรขาดทุน เพื่อดูว่าโครงสร้างสินทรัพย์ หนี้สิน และรายได้ของบริษัทสอดคล้องกันดีหรือไม่

หากลองเปรียบเทียบกับการตรวจสุขภาพ ร่างกายของบริษัทก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์เราเลยค่ะ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คุณน้าขอเปรียบเทียบตัวอย่างง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

มิติการเปรียบเทียบการตรวจสุขภาพร่างกายการวิเคราะห์บริษัทด้วยอัตราส่วนนี้
ตัวเลขเดี่ยว ๆ (มองไม่เห็นภาพรวม)เห็นคนหนัก 80 กิโลกรัม แล้วตัดสินทันทีว่าอ้วนเห็นบริษัททำกำไรได้ 100 ล้านบาท แล้วตัดสินว่าเก่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบ (เห็นภาพจริง)ถ้าเขาคนนั้นสูง 190 ซม. น้ำหนัก 80 กิโลกรัม ถือว่าหุ่นดีและสมส่วนมากบริษัท A: กำไรสุทธิ 100 ล้านบาท จากสินทรัพย์ 1,000 ล้านบาท (ROA 10%)
ในขณะที่บริษัท B: กำไรสุทธิ 100 ล้านบาทเท่ากัน แต่ใช้สินทรัพย์เพียง 500 ล้านบาท (ROA 20%) แม้กำไรเท่ากัน แต่บริษัท B ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่าเห็นได้ชัดเมื่อนำมาเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วน
ประโยชน์ของเครื่องมือค่า BMI ช่วยตัดเรื่องส่วนสูงออก เพื่อวัดความสมส่วนที่แท้จริงเครื่องมือนี้ช่วยตัดเรื่องขนาดธุรกิจออก เพื่อวัดประสิทธิภาพที่แท้จริง

ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีสินทรัพย์หมุนเวียน 300 ล้านบาท และหนี้สินหมุนเวียน 150 ล้านบาท ดังนั้น Current Ratio = 300 ÷ 150 = 2 เท่า ถือว่ามีสภาพคล่องปลอดภัยในระดับหนึ่งค่ะ

จากตารางจะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องมือนี้เข้ามาช่วย จะทำให้เราตัดเรื่องขนาดของธุรกิจออกไป ทำให้เรามองเห็นความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัทได้อย่างชัดเจนขึ้นนั่นเองค่ะ

อัตราส่วนทางการเงิน สำคัญยังไงกับการลงทุน?

ในการวิเคราะห์และประเมินความแข็งแกร่งของธุรกิจ การใช้เครื่องมือนี้มีความสำคัญต่อนักลงทุนอย่างมากด้วยเหตุผลหลัก 3 ด้านดังนี้ค่ะ

  1. วัดสภาพคล่องและความเสี่ยงทางการเงิน: ช่วยให้รู้ว่าบริษัทมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอสำหรับชำระหนี้ระยะสั้นหรือไม่ และมีภาระหนี้สินสูงเกินไปจนเสี่ยงที่จะล้มละลายหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือเปล่า
  2. ประเมินความสามารถในการทำกำไร: ช่วยวัดประสิทธิภาพของบริหารงานว่า บริหารยอดขายและบริหารต้นทุนได้ดีเพียงใด ขายสินค้าได้มากแล้วเหลือเงินเข้าบริษัทจริงกี่เปอร์เซ็นต์
  3. ประเมินความคุ้มค่าของราคาหุ้น: ช่วยเปรียบเทียบราคาหุ้นในตลาดกับมูลค่าจริงหรือกำไรที่บริษัททำได้ เพื่อให้รู้ว่าหุ้นตัวนั้นกำลังซื้อขายกันในราคาที่ถูกหรือแพงเกินไปค่ะ


อัตราส่วนทางการเงิน มีอะไรบ้างที่นักลงทุนมือใหม่ต้องดู?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ มีพื้นฐานอะไรบ้างที่ต้องรู้ คุณน้าสรุป 4 หมวดหลักพร้อมตัวอย่างที่เจอบ่อยที่สุดมาให้แล้วค่ะ

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratios)

หมวดนี้ใช้เช็กว่าบริษัทมีเงินหมุนเวียนพอจ่ายหนี้ระยะสั้นไหม เปรียบเหมือนการเช็กเงินสดติดกระเป๋าของเราว่าพอจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าอาหารในแต่ละเดือนหรือเปล่า โดยดูคู่กับ สินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน

  • อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio): คำนวณจาก สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน หากค่าที่ได้สูงกว่า 1 เท่า แสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วมากกว่าหนี้สินที่ต้องจ่ายในระยะสั้น ถือว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่งค่ะ

อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)

หมวดนี้ใช้เช็กประสิทธิภาพในการหารายได้และการทำกำไรของบริษัท

  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin): คำนวณจาก (กำไรสุทธิ ÷ รายได้รวม) × 100 เพื่อดูว่าขายสินค้าได้ 100 บาท จะเหลือเป็นกำไรสุทธิเข้าบริษัทกี่บาท ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูง แปลว่าบริษัทควบคุมต้นทุนได้ดีและมีความสามารถในการแข่งขันสูงค่ะ

อัตราส่วนวิเคราะห์โครงสร้างทางการเงิน (Solvency Ratios)

หมวดนี้ใช้เช็กความเสี่ยงด้านหนี้สินระยะยาวของบริษัท

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio): คำนวณจาก หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น หากตัวเลขนี้สูงเกินไป แปลว่าบริษัทกู้เงินมาทำธุรกิจเยอะ มีความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยจ่ายสูง หากเกิดวิกฤตยอดขายตกอาจหมุนเงินไม่ทันได้ค่ะ

อัตราส่วนประเมินมูลค่า (Valuation Ratios)

หมวดนี้ใช้เช็กว่าราคาหุ้นในตลาด ณ ปัจจุบัน ถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัท

  • PE Ratio (Price to Earnings Ratio): คำนวณจาก ราคาหุ้น ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น ตัวเลขนี้บอกเราว่า หากเราซื้อหุ้นราคานี้ แล้วบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมไปเรื่อย ๆ อีกกี่ปีเราถึงจะคืนทุน หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำมักจะถูกมองว่าราคาถูก แต่ก็ต้องเช็กปัจจัยอื่นประกอบด้วยนะคะ

อัตราส่วนทางการเงิน มีอะไรบ้าง แผนภาพสรุป 4 หมวดอัตราส่วนทางการเงินสำคัญ


คำถามที่พบบ่อย

อัตราส่วนทางการเงิน มีอะไรบ้าง ที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่?

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ควรเริ่มดูจาก 4 ตัวหลัก ได้แก่ อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) เพื่อดูเงินหมุนเวียน, อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพื่อดูการทำกำไร, อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อดูความเสี่ยงหนี้สิน และ PE Ratio เพื่อดูความถูกแพงของราคาหุ้นค่ะ

การวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ สำคัญอย่างไร กับการเลือกหุ้น?

การวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีโอกาสล้มละลายออกจากพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว และช่วยค้นหาบริษัทที่ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง ทำกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ลดโอกาสขาดทุนจากการลงทุนระยะยาวได้อย่างมากค่ะ

ตัวเลขเหล่านี้ ยิ่งสูงแปลว่ายิ่งดีเสมอไปไหม?

ไม่เสมอไปค่ะ ขึ้นอยู่กับประเภทของอัตราส่วนนั้น ๆ เช่น อัตรากำไรสุทธิยิ่งสูงยิ่งดี แต่ถ้าเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) หรือ PE Ratio ยิ่งสูงอาจหมายถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น หรือราคาหุ้นที่แพงเกินไป ดังนั้นจึงต้องพิจารณาบริบทของอุตสาหกรรมร่วมด้วยค่ะ

สรุปเกี่ยวกับอัตราส่วนทางการเงิน

การวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ คือ การนำตัวเลขจากงบการเงินมาเปรียบเทียบกันเพื่อประเมินสุขภาพของบริษัท ทั้งในด้านสภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร ความเสี่ยงจากภาระหนี้สิน และความคุ้มค่าของราคาหุ้น การเข้าใจอัตราส่วนเหล่านี้จะเปรียบเสมือนเรามีเกราะป้องกันความเสี่ยง และช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นค่ะ

การศึกษาเรื่องงบการเงินยังมีรายละเอียดอีกหลายมิติ คุณน้าขอแนะนำให้ทุกคนลองอ่านเนื้อหาเจาะลึกเพิ่มเติมได้ในคัมภีร์อ่านงบการเงินและเครื่องมือวิเคราะห์อัตราส่วน รวมถึง อัตราส่วนสำคัญที่นักลงทุนต้องดู เพื่อเพิ่มทักษะการวิเคราะห์ให้แม่นยำยิ่งขึ้นนะคะ

การลงทุนมีความเสี่ยงและมีผันผวนสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงานร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อช่วยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
ICT Forex คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคเทรดของนักลงทุนรายใหญ่
ICT Forex คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคเทรดของนักลงทุนรายใหญ่!

ICT Forex คือ กลยุทธ์การเทรด Forex ที่จะช่วยให้คุณฝึกคิดเหมือนกับนักลงทุนรายใหญ่ (Smart Money Concept) เพื่อเข้าใจโครงสร้างของตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

SPDR คืออะไร? เจาะลึกกองทุน SPDR ตัวร้ายของสายเทรดทองคำ
กองทุน SPDR คืออะไร? เจาะลึกกองทุนทองคำทรงอิทธิพล

กองทุน SPDR คืออะไร? หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำโลก เจาะลึกความเป็นมาและวิธีใช้ข้อมูลการถือครองของ SPDR เพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างแม่นยำ

Volume Analysis คืออะไร คู่มือการอ่านปริมาณการซื้อขายสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
Volume Analysis คืออะไร? ถอดรหัสปริมาณซื้อขายแบบเข้าใจง่าย

Volume Analysis คืออะไร? ปริมาณการซื้อขายถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยยืนยันแรงสนับสนุนของราคา คุณน้าสรุปกลไก Tick Volume ใน Forex เทียบกับตลาดหุ้น พร้อมวิธีอ่านสัญญาณบนกราฟร่วมกับ Volume Profile ให้มือใหม่เข้าใจง่ายค่ะ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คู่มือทำความเข้าใจกลไกตลาดหุ้นสำหรับมือใหม่
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คืออะไร? เข้าใจกลไกก่อนลงทุนจริง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ศูนย์กลางการซื้อขายตราสารทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว คุณน้าสรุปกลไกการทำงาน ตลาด mai และสิ่งที่นักเทรดต้องรู้ก่อนเริ่มลงสนามจริงมาให้แล้วค่ะ

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy