สินเชื่อบ้าน 2567 คิดดอกเบี้ยบ้านยังไง? กู้ยังไงให้ผ่านง่าย

รวมทุกเรื่องที่ควรรู้กี่ยวกับสินเชื่อบ้าน 2567
Table of Contents

หากคุณกำลังวางแผนซื้อบ้านในปี 2567 หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ‘สินเชื่อบ้าน’ เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อบ้านด้วยเงินสดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ สินเชื่อบ้านจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญ ที่ช่วยให้คุณสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ผ่านการผ่อนชำระในระยะยาว

บทความนี้จะพาคุณอัปเดตทุกเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน 2567 ตั้งแต่วิธีคิดดอกเบี้ยบ้านของแต่ละธนาคาร ไปจนถึงเทคนิคสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน เหมาะทั้งสำหรับมือใหม่และผู้ที่เคยมีประสบการณ์กู้มาก่อน

*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


สินเชื่อบ้าน คืออะไร?

สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คือ เงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่มอบให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน, คอนโด, ทาวน์เฮาส์ หรือที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยสถาบันการเงินจะเป็นผู้พิจารณาวงเงินสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ซึ่งเรียกว่า ‘การอนุมัติวงเงินสินเชื่อ’ นั่นเองค่ะ

ผู้กู้จะต้องทำการผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยระยะเวลาผ่อนชำระอาจยาวนานถึง 30–40 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคารและคุณสมบัติของผู้กู้

สินเชื่อบ้านจะมีวงเงินสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากที่อยู่อาศัยมีมูลค่าสูง และใช้ตัวทรัพย์สินนั้นเป็นหลักประกันในการกู้ยืม หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ สถาบันการเงินมีสิทธิ์ดำเนินการยึดหลักประกันตามกฎหมาย

วงเงินสินเชื่อบ้าน 2567 ได้เท่าไหร่?

ธนาคารจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อบ้าน ‘ต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง’ เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เนื่องจากหากวงเงินสูงเกินไป อาจทำให้ผู้กู้มีภาระผ่อนชำระที่เกินความสามารถ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ได้

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงกำหนดวงเงินสินเชื่อโดยอิงจากมูลค่าหลักประกัน หรือที่เรียกว่า LTV (Loan to Value Ratio) ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 70% – 95% ของราคาประเมินค่ะ


LTV คืออะไร?

LTV (Loan to Value Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง ‘วงเงินสินเชื่อ’ เทียบกับ ‘มูลค่าหลักประกัน’ ที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติ

ตัวอย่าง เช่น บ้านราคา 2,000,000 บาท ธนาคารให้ LTV ที่ 90%

จะสามารถกู้ได้ประมาณ 2,000,000 x 90% = 1,800,000 บาท

ดังนั้น ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินดาวน์ 2,000,000 – 1,800,000 = 200,000 บาท


อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan)

อัตราดอกเบี้ยคงที่ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดแบบคงที่ไว้ล่วงหน้า และจะไม่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ผู้กู้สามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เพราะจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะมีความแน่นอน โดยอัตราดอกเบี้ยคงที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • ดอกเบี้ยคงที่ในช่วงระยะแรก: อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ในช่วง 1–5 ปีแรก หลังจากนั้นจะปรับเป็นดอกเบี้ยลอยตัว
  • ดอกเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา: อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้
  • ดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได: อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา เช่น ปีแรกต่ำ ปีถัดไปค่อย ๆ ปรับสูงขึ้น เช่น ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.99% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 2.99% และปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.99%

คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan) เหมาะกับใคร?

อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงิน และไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในอนาคต โดยมีจุดเด่น คือ ช่วยให้สามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เนื่องจากค่างวดมีความแน่นอนในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยคงที่อาจสูงกว่าดอกเบี้ยลอยตัวในบางช่วงเวลา


2. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan)

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่สามารถปรับขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา โดยอ้างอิงจากต้นทุนทางการเงินของธนาคารและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ทำให้ค่างวดผ่อนชำระในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากันและมีความผันผวนมากกว่าดอกเบี้ยคงที่ โดยดอกเบี้ยลอยตัวจะอยู่ในรูปของอัตราอ้างอิงหลัก 3 ประเภท ได้แก่

  • MRR (Minimum Retail Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อย เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
  • MLR (Minimum Loan Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อระยะยาวของลูกค้ารายใหญ่
  • MOR (Minimum Overdraft Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) ซึ่งมักใช้กับธุรกิจและมีเงื่อนไขการพิจารณาที่เข้มงวด

สินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) คืออะไร?

สินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) คือ วงเงินสำรองที่ธนาคารอนุญาตให้ใช้เกินจากยอดเงินในบัญชี โดยคิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง เหมาะสำหรับใช้หมุนเงินระยะสั้น เช่น มีเงินในบัญชี 5,000 บาท แต่มีวงเงิน OD 50,000 บาท ก็สามารถใช้เงินได้สูงสุด 55,000 บาท

ตัวอย่างการเปรียบเทียบดอกเบี้ยลอยตัว

คุณน้าจะยกตัวอย่างการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร 2 แห่ง เพื่อให้เข้าใจการคิดดอกเบี้ยลอยตัวมากขึ้น ดังนี้

ธนาคาร ก. กำหนดอัตราดอกเบี้ย = MLR – 1 โดยมีค่า MLR อยู่ที่ 4%
ธนาคาร ข. กำหนดอัตราดอกเบี้ย = MLR – 2 โดยมีค่า MLR อยู่ที่ 6%

ในเบื้องต้น หลายคนอาจเข้าใจว่า ธนาคาร ข. มีดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เนื่องจากมีส่วนลดมากกว่า แต่ในความเป็นจริง การพิจารณาดอกเบี้ยจำเป็นต้องคำนวณจากค่า MLR ของแต่ละธนาคารร่วมด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้ ดังนี้

  • ธนาคาร ก. → 4 – 1 = 3%
  • ธนาคาร ข. → 6 – 2 = 4%

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า แม้ธนาคาร ข. จะมีส่วนลดมากกว่า แต่เนื่องจากค่า MLR สูงกว่า จึงทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าธนาคาร ก.

ดังนั้น ในการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านแบบดอกเบี้ยลอยตัว ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขส่วนลดเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจค่ะ


คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan) เหมาะกับใคร?

อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเหมาะกับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และมองว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยควรมีรายได้ที่มั่นคงหรือมีเงินสำรองเพียงพอ เพื่อรองรับกรณีที่ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นในระยะยาว


3. อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา (Rollover Mortgage)

อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา คือ รูปแบบดอกเบี้ยที่กำหนดให้ ‘คงที่เป็นช่วง ๆ’ ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด เช่น ทุก 3 ปี หรือ 5 ปี และจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่เมื่อครบแต่ละรอบ โดยอ้างอิงจากสภาพเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินในช่วงเวลานั้น

ยกตัวอย่าง หากกำหนดรอบดอกเบี้ยทุก 5 ปี และมีระยะเวลากู้ 20 ปี จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 4 รอบ ได้แก่ ช่วงปีที่ 1–5, 6–10, 11–15 และ 16–20 โดยในแต่ละช่วงจะใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่แตกต่างกันไป นอยู่กับภาวะตลาด ณ ขณะนั้น

คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา (Rollover Mortgage) เหมาะกับใคร?

อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแน่นอนในการผ่อนชำระในระยะสั้น แต่ยังสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยในระยะยาวได้ โดยข้อดี คือ ช่วยลดความผันผวนของดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ ผู้กู้ควรเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เนื่องจากดอกเบี้ยในรอบถัดไปอาจปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นได้นั่นเองค่ะ


4. อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Rollover Mortgage Loan)

อัตราดอกเบี้ยแบบผสม คือ รูปแบบดอกเบี้ยที่มีการรวมข้อดีของอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเข้าด้วยกัน โดยธนาคารมักกำหนดให้ช่วงเริ่มต้นของสัญญาเป็นดอกเบี้ยคงที่ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระในระยะแรก จากนั้นเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับเป็นแบบลอยตัว ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น ผู้กู้อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่อ้างอิงกับ MRR หรือ MLR ของธนาคาร

นอกจากนี้ บางธนาคารอาจมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ย (Cap Rate) เพื่อจำกัดไม่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวปรับสูงเกินระดับที่กำหนด ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้กู้ในกรณีที่ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นค่ะ

คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Rollover Mortgage Loan)

อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นผ่อนในอัตราที่ไม่สูงมาก และต้องการความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนปิดหนี้หรือรีไฟแนนซ์ภายในช่วงดอกเบี้ยคงที่ อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ควรเตรียมแผนการเงินรองรับไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเมื่อพ้นช่วงดอกเบี้ยคงที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นได้ค่ะ


การคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้กู้มองเห็นภาพรวมของภาระการผ่อนชำระได้ชัดเจนมากขึ้น โดยทั่วไป การคิดดอกเบี้ยบ้านสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งแต่ละแบบมีวิธีคำนวณและผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริง ในแต่ละงวด ยิ่งผ่อนไปเรื่อย ๆ เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็จะลดลงตาม

สูตรคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเบื้องต้น

  • ดอกเบี้ย = (เงินต้นคงเหลือ × ดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน) ÷ 365
  • เงินต้นที่จ่าย = ค่างวด – ดอกเบี้ย
  • เงินต้นคงเหลือใหม่ = เงินต้นคงเหลือเดิม – เงินต้นที่ชำระ


ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยบ้านแบบลดต้นลดดอก

หากกู้เงิน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี และค่างวด 10,000 บาท/เดือน

วิธีคิดดอกเบี้ยบ้าน งวดที่ 1 มกราคม 2567 (31 วัน)

ดอกเบี้ย

  • (1,000,000 x 6% x 31 วัน) ÷ 365 = 5,096 บาท

เงินต้นที่จ่าย

  • 10,000 – 5,096 = 4,904 บาท

เงินต้นคงเหลือใหม่

  • 1,000,000 – 4,904 = 995,096 บาท


ตารางผ่อน 3 งวดแรก

1 (ม.ค.- 31 วัน)

1,000,000

5,096

4,904

994,904

2 (ก.พ. – 28 วัน)

995,096

4,580

5,420

989,667

3 (มี.ค. – 31 วัน)

989,667

5,043*

4,957

984,710

หมายเหตุ* ดอกเบี้ยงวดที่ 3 สูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเดือนมีนาคมมีจำนวนวันมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์


ดอกเบี้ยแบบคงที่

ดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ การคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้ตั้งต้น ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าเงินต้นจะลดลงเท่าไร ดอกเบี้ยก็ยังคงคิดจากยอดเดิม และนำมาเฉลี่ยเป็นค่างวดเท่ากันทุกเดือน

สูตรคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่เบื้องต้น

ค่างวดต่อเดือน = (เงินกู้ + (เงินกู้ x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลากู้)) / จำนวนงวดทั้งหมด


ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่

หากกู้เงิน 1,000,000 บาท, ระยะเวลา 20 ปี และอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี

ดอกเบี้ยรวม

  • 1,000,000 × 6% × 20 = 1,200,000 บาท

ยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมด

  • 1,000,000 + 1,200,000 = 2,200,000 บาท

ค่างวดต่อเดือน

  • 2,200,000 ÷ 240 เดือน ≈ 9,167 บาท


💡 รู้หรือไม่? ค่าผ่อนบ้านไม่ได้มีแค่ ‘ดอกเบี้ย’

นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว การขอสินเชื่อบ้านยังมี ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หลายคนมองข้าม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คิด โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เช่น

  • ค่าจดจำนองหลักประกัน: ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนกับกรมที่ดิน (โดยทั่วไปประมาณ 1% ของวงเงินกู้)
  • ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์: ค่าธรรมเนียมในการสำรวจและประเมินมูลค่าบ้านก่อนอนุมัติสินเชื่อ
  • ค่าปรับปิดก่อนกำหนด (Prepayment Fee): กรณีต้องการปิดหนี้ก่อนเวลา อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ: หากผ่อนล่าช้า ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าปกติ

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรคำนวณ ‘ต้นทุนรวมทั้งหมด’ ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวค่ะ


การขอสินเชื่อบ้าน ไม่ใช่แค่การกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย แต่คือภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องผ่อนต่อเนื่องหลายปี ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ควรวางแผนให้รอบคอบ ทั้งในเรื่องงบประมาณ ดอกเบี้ย และความสามารถในการผ่อน เพื่อให้การกู้บ้านครั้งนี้ ‘ไม่กลายเป็นภาระเกินตัว’ ในอนาคต โดยมี 7 ขั้นตอนสำคัญดังนี้

1. เลือกโครงการและทำเลให้เหมาะสม

การเลือกทำเลที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังส่งผลต่อมูลค่าในอนาคตด้วย ควรเลือกบ้านที่อยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เช่น ใกล้ที่ทำงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ และมีศักยภาพในการเติบโต นอกจากนี้ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาโครงการ และตรวจสภาพบ้านก่อนโอนให้ละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาจุกจิกในภายหลัง

2. เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม

เงินดาวน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาระหนี้ในระยะยาว ยิ่งคุณมีเงินดาวน์มากเท่าไร วงเงิน สินเชื่อบ้าน ที่ต้องกู้ก็จะยิ่งลดลง ทำให้ดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่ายน้อยลงตามไปด้วย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

3. ประเมินความสามารถในการผ่อน

ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรประเมินรายรับและรายจ่ายของตัวเองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระหนี้สินที่มีอยู่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หนี้รวมไม่ควรเกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้ยังมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันและไม่เกิดความตึงเครียดทางการเงิน นอกจากนี้ การตรวจสอบเครดิตบูโรก่อนยื่นกู้ก็เป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขอสินเชื่อ

4. เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อบ้าน

แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขสินเชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องวงเงินกู้ อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน ค่างวด และระยะเวลาผ่อน ดังนั้นควรเปรียบเทียบหลาย ๆ แห่งก่อนตัดสินใจ และไม่ควรดูแค่ดอกเบี้ยในช่วงปีแรก แต่ควรมองภาพรวมในระยะยาว เพื่อเลือกสินเชื่อที่คุ้มค่าที่สุด

5. วางแผนค่าใช้จ่ายแฝง

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว การซื้อบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียม เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ค่าประเมินหลักทรัพย์ และค่าประกันต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมกันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย หากไม่ได้วางแผนล่วงหน้า อาจทำให้เกิดปัญหาเงินไม่พอในวันโอนบ้านได้

6. เผื่อความเสี่ยงดอกเบี้ยในอนาคต

หากเลือกสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของดอกเบี้ยในอนาคต โดยลองคำนวณเผื่อไว้ว่า หากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 1–2% ยังสามารถผ่อนต่อได้หรือไม่ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การผ่อนบ้านมีความมั่นคงมากขึ้น

7. วางแผนการเงินระยะยาว

การซื้อบ้านไม่ใช่แค่การผ่อนในปัจจุบัน แต่ควรมองไปถึงอนาคตด้วย เช่น มีแผนโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ยหรือไม่ จะรีไฟแนนซ์เมื่อไร หรือรายได้ในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง การวางแผนระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถบริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปิดหนี้ได้เร็วขึ้น


คุณน้าได้รวบรวม 7 ธนาคารพาณิชย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำสุด ประจำปีเดือนสิงหาคม ปี 2567 สำหรับบุคคลทั่วไปที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้กับทุกคนค่ะ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ดอกเบี้ยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.00%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 6.545%
  • วงเงินสูงสุด : ตามธนาคารอนุมัติ
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี

ธนาคารไทยพาณิชย์

ดอกเบี้ยของธนาคารไทยพาณิชย์ สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.47%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.30%
  • วงเงินสูงสุด : 100%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี


ธนาคารกรุงไทย

ดอกเบี้ยของธนาคารกรุงไทย สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.60%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.05%
  • วงเงินสูงสุด : 100%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี


ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ดอกเบี้ยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.42%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.40%
  • วงเงินสูงสุด : 110%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี

ธนาคารกรุงเทพ

ดอกเบี้ยของธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.55%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.05%
  • วงเงินสูงสุด : 100%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี

ธนาคารออมสิน

ดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.795%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 6.595%
  • วงเงินสูงสุด : 110%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี

ธนาคารกสิกรไทย

ดอกเบี้ยของธนาคารกสิกรไทย สินเชื่อบ้าน 2567

รายละเอียด

  • อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 6.42%
  • MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.30%
  • วงเงินสูงสุด : 90%
  • ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี

หลังจากผ่อนครบ 3 ปีแรกแล้ว หากดอกเบี้ยบ้านมีการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต การรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่นถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระได้ แล้วควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ ห้ามพลาดบทความนี้


เปรียบเทียบดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 2567 ธนาคารไหนดี?

A : หากคุณมีประวัติติดเครดิตบูโร ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อบ้านได้ แต่โอกาสอนุมัติจะยากขึ้น โดยธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้เป็นหลัก หากมีสถานะค้างชำระ เช่น ค้างเกิน 30 วัน หรือมีสถานะ 040 (ค้างชำระรุนแรง / มีประวัติผิดนัด) ธนาคารอาจพิจารณาว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระในอนาคต และมีโอกาสกู้ไม่ผ่านสูง

Q : หากติดเครดิตบูโร มีวิธีแก้อย่างไร? ถ้าอยากกู้บ้านให้ผ่าน

หากติดเครดิตบูโร ก็ยังมีทางแก้ โดยควรเตรียมตัวดังนี้

  • ปิดหนี้ค้างทั้งหมดให้เรียบร้อย
  • รอให้ประวัติการเงินดีขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน – 2 ปี
  • สร้างประวัติการเงินใหม่ เช่น ผ่อนสินค้าและจ่ายตรงเวลา
  • ลดภาระหนี้อื่น ๆ ก่อนยื่นกู้

Q : กู้ซื้อบ้านร่วมกันทำได้ไหม?

A : การกู้ซื้อบ้านร่วมกันสามารถทำได้ และเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อบ้านได้มากขึ้น เนื่องจากธนาคารจะพิจารณารายได้และภาระหนี้ของผู้กู้ทุกคนรวมกัน ทำให้มีความสามารถในการผ่อนชำระสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการกู้เพียงคนเดียว โดยการกู้ร่วมไม่สามารถทำกับใครก็ได้ โดยผู้กู้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน และสามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้

Q : ผู้ที่สามารถกู้บ้านร่วมกันได้ มีใครบ้าง?

A : ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน และสามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้

  • ญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือบุตร
  • พี่น้องต่างนามสกุล (ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นพ่อหรือแม่เดียวกัน)
  • คู่สมรส / คู่รัก
    • ทั้งจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน
    • ต้องมีหลักฐานแสดงการอยู่ร่วมกัน
    • ปัจจุบันบางธนาคารรองรับคู่รัก LGBTQ+ แล้ว

Q : เงินเดือนขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะซื้อบ้านได้?

A : สำหรับการขอสินเชื่อบ้านไม่มีเงินเดือนขั้นต่ำตายตัว เพราะธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และภาระหนี้ของผู้กู้เป็นหลัก โดยทั่วไป ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ประมาณ 30–40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้สามารถผ่อนต่อได้ในระยะยาวโดยไม่กระทบการใช้ชีวิตนั่นเองค่ะ

Q : มือใหม่อยากกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมตัวยังไง?

A : สำหรับมือใหม่ที่ต้องการขอสินเชื่อบ้าน ควรเริ่มจากการวางแผนให้รอบคอบ ดังนี้

  • เลือกทำเลและโครงการที่เหมาะสม
  • เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม
  • ประเมินความสามารถในการผ่อน (ไม่ควรเกิน 30–40% ของรายได้)
  • เปรียบเทียบดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากหลายธนาคาร

Q : สินเชื่อบ้านธนาคารไหนดีสุดในปี 2567?

A : แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยบ้าน, ระยะเวลาผ่อน และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา โดยดอกเบี้ย 3 ปีแรกของแต่ละธนาคารจะอยู่ประมาณ 3% – 6% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับโปรโมชันและคุณสมบัติผู้กู้)

Q : กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน เกิดจากอะไร?

A : สาเหตุที่ทำให้ขอสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน มีหลายปัจจัย เช่น

  • ติดเครดิตบูโร หรือมีประวัติชำระหนี้ล่าช้า
  • รายได้ไม่เพียงพอกับภาระผ่อน
  • มีหนี้สินมากเกินไป
  • อาชีพหรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ


สินเชื่อบ้านถือเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การเลือกประเภทสินเชื่อ การทำความเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยบ้าน ไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเอง

ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคาร ทั้งในด้านอัตราสินเชื่อบ้าน, ค่างวด และเงื่อนไขโดยรวม เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

นอกจากนีเสิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าลืมประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง และเผื่อความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวขึ้นในอนาคต เพื่อให้การมีบ้านเป็น ‘ความมั่นคง’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’

ขอบคุณข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย, AP Thai, DDproperty และแสนสิริ


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
บทวิเคราะห์คู่เงิน AUDUSD 10 เมษายน 2026
บทวิเคราะห์ AUDUSD วันที่ 10 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ AUDUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ USDCAD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 10 เมษายน 2026
วิเคราะห์ USDCAD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 10 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ USDCAD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2026
วิเคราะห์ GBPUSD ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ GBPUSD ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2026
วิเคราะห์ USDJPY ดูแนวโน้มราคาล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2026

พบกับวิเคราะห์ USDJPY ที่สายเทรดสั้นห้ามพลาด การวิเคราะห์คู่เงิน Forex ดูแนวโน้มราคาล่าสุด สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy