หากคุณกำลังวางแผนซื้อบ้านในปี 2567 หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ‘สินเชื่อบ้าน’ เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อบ้านด้วยเงินสดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ สินเชื่อบ้านจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญ ที่ช่วยให้คุณสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ผ่านการผ่อนชำระในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณอัปเดตทุกเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน 2567 ตั้งแต่วิธีคิดดอกเบี้ยบ้านของแต่ละธนาคาร ไปจนถึงเทคนิคสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน เหมาะทั้งสำหรับมือใหม่และผู้ที่เคยมีประสบการณ์กู้มาก่อน
*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
สินเชื่อบ้าน คืออะไร?

สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คือ เงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่มอบให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน, คอนโด, ทาวน์เฮาส์ หรือที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยสถาบันการเงินจะเป็นผู้พิจารณาวงเงินสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ซึ่งเรียกว่า ‘การอนุมัติวงเงินสินเชื่อ’ นั่นเองค่ะ
ผู้กู้จะต้องทำการผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยระยะเวลาผ่อนชำระอาจยาวนานถึง 30–40 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคารและคุณสมบัติของผู้กู้
สินเชื่อบ้านจะมีวงเงินสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากที่อยู่อาศัยมีมูลค่าสูง และใช้ตัวทรัพย์สินนั้นเป็นหลักประกันในการกู้ยืม หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ สถาบันการเงินมีสิทธิ์ดำเนินการยึดหลักประกันตามกฎหมาย
วงเงินสินเชื่อบ้าน 2567 ได้เท่าไหร่?
ธนาคารจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อบ้าน ‘ต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง’ เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เนื่องจากหากวงเงินสูงเกินไป อาจทำให้ผู้กู้มีภาระผ่อนชำระที่เกินความสามารถ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงกำหนดวงเงินสินเชื่อโดยอิงจากมูลค่าหลักประกัน หรือที่เรียกว่า LTV (Loan to Value Ratio) ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 70% – 95% ของราคาประเมินค่ะ
LTV คืออะไร?
LTV (Loan to Value Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง ‘วงเงินสินเชื่อ’ เทียบกับ ‘มูลค่าหลักประกัน’ ที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติ
ตัวอย่าง เช่น บ้านราคา 2,000,000 บาท ธนาคารให้ LTV ที่ 90%
จะสามารถกู้ได้ประมาณ 2,000,000 x 90% = 1,800,000 บาท
ดังนั้น ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินดาวน์ 2,000,000 – 1,800,000 = 200,000 บาท
ประเภทของอัตราดอกเบี้ยบ้าน มีอะไรบ้าง?
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan)
อัตราดอกเบี้ยคงที่ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดแบบคงที่ไว้ล่วงหน้า และจะไม่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ผู้กู้สามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เพราะจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะมีความแน่นอน โดยอัตราดอกเบี้ยคงที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
- ดอกเบี้ยคงที่ในช่วงระยะแรก: อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ในช่วง 1–5 ปีแรก หลังจากนั้นจะปรับเป็นดอกเบี้ยลอยตัว
- ดอกเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา: อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้
- ดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได: อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา เช่น ปีแรกต่ำ ปีถัดไปค่อย ๆ ปรับสูงขึ้น เช่น ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.99% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 2.99% และปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.99%
คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan) เหมาะกับใคร?
อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงิน และไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในอนาคต โดยมีจุดเด่น คือ ช่วยให้สามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เนื่องจากค่างวดมีความแน่นอนในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยคงที่อาจสูงกว่าดอกเบี้ยลอยตัวในบางช่วงเวลา
2. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan)
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่สามารถปรับขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา โดยอ้างอิงจากต้นทุนทางการเงินของธนาคารและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ทำให้ค่างวดผ่อนชำระในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากันและมีความผันผวนมากกว่าดอกเบี้ยคงที่ โดยดอกเบี้ยลอยตัวจะอยู่ในรูปของอัตราอ้างอิงหลัก 3 ประเภท ได้แก่
- MRR (Minimum Retail Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อย เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
- MLR (Minimum Loan Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อระยะยาวของลูกค้ารายใหญ่
- MOR (Minimum Overdraft Rate): อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) ซึ่งมักใช้กับธุรกิจและมีเงื่อนไขการพิจารณาที่เข้มงวด
สินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) คืออะไร?
สินเชื่อเบิกเกินบัญชี (OD) คือ วงเงินสำรองที่ธนาคารอนุญาตให้ใช้เกินจากยอดเงินในบัญชี โดยคิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง เหมาะสำหรับใช้หมุนเงินระยะสั้น เช่น มีเงินในบัญชี 5,000 บาท แต่มีวงเงิน OD 50,000 บาท ก็สามารถใช้เงินได้สูงสุด 55,000 บาท
ตัวอย่างการเปรียบเทียบดอกเบี้ยลอยตัว
คุณน้าจะยกตัวอย่างการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร 2 แห่ง เพื่อให้เข้าใจการคิดดอกเบี้ยลอยตัวมากขึ้น ดังนี้
ธนาคาร ก. กำหนดอัตราดอกเบี้ย = MLR – 1 โดยมีค่า MLR อยู่ที่ 4%
ธนาคาร ข. กำหนดอัตราดอกเบี้ย = MLR – 2 โดยมีค่า MLR อยู่ที่ 6%
ในเบื้องต้น หลายคนอาจเข้าใจว่า ธนาคาร ข. มีดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เนื่องจากมีส่วนลดมากกว่า แต่ในความเป็นจริง การพิจารณาดอกเบี้ยจำเป็นต้องคำนวณจากค่า MLR ของแต่ละธนาคารร่วมด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้ ดังนี้
- ธนาคาร ก. → 4 – 1 = 3%
- ธนาคาร ข. → 6 – 2 = 4%
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า แม้ธนาคาร ข. จะมีส่วนลดมากกว่า แต่เนื่องจากค่า MLR สูงกว่า จึงทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าธนาคาร ก.
ดังนั้น ในการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านแบบดอกเบี้ยลอยตัว ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขส่วนลดเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan) เหมาะกับใคร?
อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเหมาะกับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และมองว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยควรมีรายได้ที่มั่นคงหรือมีเงินสำรองเพียงพอ เพื่อรองรับกรณีที่ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
3. อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา (Rollover Mortgage)
อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา คือ รูปแบบดอกเบี้ยที่กำหนดให้ ‘คงที่เป็นช่วง ๆ’ ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด เช่น ทุก 3 ปี หรือ 5 ปี และจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่เมื่อครบแต่ละรอบ โดยอ้างอิงจากสภาพเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินในช่วงเวลานั้น
ยกตัวอย่าง หากกำหนดรอบดอกเบี้ยทุก 5 ปี และมีระยะเวลากู้ 20 ปี จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 4 รอบ ได้แก่ ช่วงปีที่ 1–5, 6–10, 11–15 และ 16–20 โดยในแต่ละช่วงจะใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่แตกต่างกันไป นอยู่กับภาวะตลาด ณ ขณะนั้น
คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ตามรอบเวลา (Rollover Mortgage) เหมาะกับใคร?
อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแน่นอนในการผ่อนชำระในระยะสั้น แต่ยังสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยในระยะยาวได้ โดยข้อดี คือ ช่วยลดความผันผวนของดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ ผู้กู้ควรเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เนื่องจากดอกเบี้ยในรอบถัดไปอาจปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นได้นั่นเองค่ะ
4. อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Rollover Mortgage Loan)
อัตราดอกเบี้ยแบบผสม คือ รูปแบบดอกเบี้ยที่มีการรวมข้อดีของอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเข้าด้วยกัน โดยธนาคารมักกำหนดให้ช่วงเริ่มต้นของสัญญาเป็นดอกเบี้ยคงที่ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระในระยะแรก จากนั้นเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับเป็นแบบลอยตัว ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินในขณะนั้น
ตัวอย่างเช่น ผู้กู้อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่อ้างอิงกับ MRR หรือ MLR ของธนาคาร
นอกจากนี้ บางธนาคารอาจมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ย (Cap Rate) เพื่อจำกัดไม่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวปรับสูงเกินระดับที่กำหนด ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้กู้ในกรณีที่ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นค่ะ
คำแนะนำจากคุณน้า อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Rollover Mortgage Loan)
อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นผ่อนในอัตราที่ไม่สูงมาก และต้องการความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนปิดหนี้หรือรีไฟแนนซ์ภายในช่วงดอกเบี้ยคงที่ อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ควรเตรียมแผนการเงินรองรับไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเมื่อพ้นช่วงดอกเบี้ยคงที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ภาระการผ่อนเพิ่มขึ้นได้ค่ะ
วิธีคิดดอกเบี้ยบ้าน ปี 2567 แบบเข้าใจง่าย
การคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้กู้มองเห็นภาพรวมของภาระการผ่อนชำระได้ชัดเจนมากขึ้น โดยทั่วไป การคิดดอกเบี้ยบ้านสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งแต่ละแบบมีวิธีคำนวณและผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริง ในแต่ละงวด ยิ่งผ่อนไปเรื่อย ๆ เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็จะลดลงตาม
สูตรคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเบื้องต้น
- ดอกเบี้ย = (เงินต้นคงเหลือ × ดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน) ÷ 365
- เงินต้นที่จ่าย = ค่างวด – ดอกเบี้ย
- เงินต้นคงเหลือใหม่ = เงินต้นคงเหลือเดิม – เงินต้นที่ชำระ
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยบ้านแบบลดต้นลดดอก
หากกู้เงิน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี และค่างวด 10,000 บาท/เดือน
วิธีคิดดอกเบี้ยบ้าน งวดที่ 1 มกราคม 2567 (31 วัน)
ดอกเบี้ย
- (1,000,000 x 6% x 31 วัน) ÷ 365 = 5,096 บาท
เงินต้นที่จ่าย
- 10,000 – 5,096 = 4,904 บาท
เงินต้นคงเหลือใหม่
- 1,000,000 – 4,904 = 995,096 บาท
ตารางผ่อน 3 งวดแรก
งวด 31192_282d65-3a> | เงินต้นก่อนจ่าย 31192_9f0340-cf> | ดอกเบี้ย (ประมาณ) 31192_94eb24-a0> | เงินต้นที่จ่าย 31192_d5c471-76> | เงินต้นคงเหลือ 31192_72cdf3-90> |
|---|---|---|---|---|
1 (ม.ค.- 31 วัน) 31192_9f6322-33> | 1,000,000 31192_bacec1-5a> | 5,096 31192_d21cd0-61> | 4,904 31192_6891d9-4f> | 994,904 31192_f432f2-7a> |
2 (ก.พ. – 28 วัน) 31192_c06351-87> | 995,096 31192_dd9042-5e> | 4,580 31192_0864e3-33> | 5,420 31192_d4a9ff-b6> | 989,667 31192_ec35fe-41> |
3 (มี.ค. – 31 วัน) 31192_721fbe-fb> | 989,667 31192_a3be93-b1> | 5,043* 31192_1618f4-4a> | 4,957 31192_05412b-09> | 984,710 31192_17398d-c5> |
หมายเหตุ* ดอกเบี้ยงวดที่ 3 สูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเดือนมีนาคมมีจำนวนวันมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์
ดอกเบี้ยแบบคงที่
ดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ การคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้ตั้งต้น ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าเงินต้นจะลดลงเท่าไร ดอกเบี้ยก็ยังคงคิดจากยอดเดิม และนำมาเฉลี่ยเป็นค่างวดเท่ากันทุกเดือน
สูตรคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่เบื้องต้น
ค่างวดต่อเดือน = (เงินกู้ + (เงินกู้ x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลากู้)) / จำนวนงวดทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่
หากกู้เงิน 1,000,000 บาท, ระยะเวลา 20 ปี และอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี
ดอกเบี้ยรวม
- 1,000,000 × 6% × 20 = 1,200,000 บาท
ยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมด
- 1,000,000 + 1,200,000 = 2,200,000 บาท
ค่างวดต่อเดือน
- 2,200,000 ÷ 240 เดือน ≈ 9,167 บาท
💡 รู้หรือไม่? ค่าผ่อนบ้านไม่ได้มีแค่ ‘ดอกเบี้ย’
นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว การขอสินเชื่อบ้านยังมี ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หลายคนมองข้าม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คิด โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เช่น
- ค่าจดจำนองหลักประกัน: ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนกับกรมที่ดิน (โดยทั่วไปประมาณ 1% ของวงเงินกู้)
- ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์: ค่าธรรมเนียมในการสำรวจและประเมินมูลค่าบ้านก่อนอนุมัติสินเชื่อ
- ค่าปรับปิดก่อนกำหนด (Prepayment Fee): กรณีต้องการปิดหนี้ก่อนเวลา อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
- ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ: หากผ่อนล่าช้า ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าปกติ
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรคำนวณ ‘ต้นทุนรวมทั้งหมด’ ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวค่ะ
7 ขั้นตอนก่อนซื้อบ้าน วางแผนสินเชื่อบ้านให้ผ่อนไหวในระยะยาว
การขอสินเชื่อบ้าน ไม่ใช่แค่การกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย แต่คือภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องผ่อนต่อเนื่องหลายปี ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ควรวางแผนให้รอบคอบ ทั้งในเรื่องงบประมาณ ดอกเบี้ย และความสามารถในการผ่อน เพื่อให้การกู้บ้านครั้งนี้ ‘ไม่กลายเป็นภาระเกินตัว’ ในอนาคต โดยมี 7 ขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. เลือกโครงการและทำเลให้เหมาะสม
การเลือกทำเลที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังส่งผลต่อมูลค่าในอนาคตด้วย ควรเลือกบ้านที่อยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เช่น ใกล้ที่ทำงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ และมีศักยภาพในการเติบโต นอกจากนี้ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาโครงการ และตรวจสภาพบ้านก่อนโอนให้ละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาจุกจิกในภายหลัง
2. เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม
เงินดาวน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาระหนี้ในระยะยาว ยิ่งคุณมีเงินดาวน์มากเท่าไร วงเงิน สินเชื่อบ้าน ที่ต้องกู้ก็จะยิ่งลดลง ทำให้ดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่ายน้อยลงตามไปด้วย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
3. ประเมินความสามารถในการผ่อน
ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรประเมินรายรับและรายจ่ายของตัวเองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระหนี้สินที่มีอยู่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หนี้รวมไม่ควรเกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้ยังมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันและไม่เกิดความตึงเครียดทางการเงิน นอกจากนี้ การตรวจสอบเครดิตบูโรก่อนยื่นกู้ก็เป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขอสินเชื่อ
4. เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อบ้าน
แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขสินเชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องวงเงินกู้ อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน ค่างวด และระยะเวลาผ่อน ดังนั้นควรเปรียบเทียบหลาย ๆ แห่งก่อนตัดสินใจ และไม่ควรดูแค่ดอกเบี้ยในช่วงปีแรก แต่ควรมองภาพรวมในระยะยาว เพื่อเลือกสินเชื่อที่คุ้มค่าที่สุด
5. วางแผนค่าใช้จ่ายแฝง
นอกจากดอกเบี้ยแล้ว การซื้อบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียม เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ค่าประเมินหลักทรัพย์ และค่าประกันต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมกันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย หากไม่ได้วางแผนล่วงหน้า อาจทำให้เกิดปัญหาเงินไม่พอในวันโอนบ้านได้
6. เผื่อความเสี่ยงดอกเบี้ยในอนาคต
หากเลือกสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของดอกเบี้ยในอนาคต โดยลองคำนวณเผื่อไว้ว่า หากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 1–2% ยังสามารถผ่อนต่อได้หรือไม่ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การผ่อนบ้านมีความมั่นคงมากขึ้น
7. วางแผนการเงินระยะยาว
การซื้อบ้านไม่ใช่แค่การผ่อนในปัจจุบัน แต่ควรมองไปถึงอนาคตด้วย เช่น มีแผนโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ยหรือไม่ จะรีไฟแนนซ์เมื่อไร หรือรายได้ในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง การวางแผนระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถบริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปิดหนี้ได้เร็วขึ้น
ดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน 2567 ธนาคารไหน อนุมัติง่าย
คุณน้าได้รวบรวม 7 ธนาคารพาณิชย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำสุด ประจำปีเดือนสิงหาคม ปี 2567 สำหรับบุคคลทั่วไปที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้กับทุกคนค่ะ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ธนาคารอาคารสงเคราะห์

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.00%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 6.545%
- วงเงินสูงสุด : ตามธนาคารอนุมัติ
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี
ธนาคารไทยพาณิชย์

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.47%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.30%
- วงเงินสูงสุด : 100%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี
ธนาคารกรุงไทย

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 3.60%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.05%
- วงเงินสูงสุด : 100%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.42%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.40%
- วงเงินสูงสุด : 110%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี
ธนาคารกรุงเทพ

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.55%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.05%
- วงเงินสูงสุด : 100%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี
ธนาคารออมสิน

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 4.795%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 6.595%
- วงเงินสูงสุด : 110%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 40 ปี
ธนาคารกสิกรไทย

รายละเอียด
- อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) : 6.42%
- MRR (อ้างอิงตามธนาคาร) : 7.30%
- วงเงินสูงสุด : 90%
- ระยะเวลากู้ (ปี) : 30 ปี
หลังจากผ่อนครบ 3 ปีแรกแล้ว หากดอกเบี้ยบ้านมีการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต การรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่นถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระได้ แล้วควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ ห้ามพลาดบทความนี้
สรุปการเปรียบเทียบดอกเบี้ยบ้าน สำหรับบุคคลทั่วไป 2567 ธนาคารไหนดี?

รวมข้อสงสัยเกี่ยวกับการขอสินเชื่อบ้าน
Q : ติดเครดิตบูโร ซื้อบ้านได้ไหม?
A : หากคุณมีประวัติติดเครดิตบูโร ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อบ้านได้ แต่โอกาสอนุมัติจะยากขึ้น โดยธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้เป็นหลัก หากมีสถานะค้างชำระ เช่น ค้างเกิน 30 วัน หรือมีสถานะ 040 (ค้างชำระรุนแรง / มีประวัติผิดนัด) ธนาคารอาจพิจารณาว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระในอนาคต และมีโอกาสกู้ไม่ผ่านสูง
Q : หากติดเครดิตบูโร มีวิธีแก้อย่างไร? ถ้าอยากกู้บ้านให้ผ่าน
หากติดเครดิตบูโร ก็ยังมีทางแก้ โดยควรเตรียมตัวดังนี้
- ปิดหนี้ค้างทั้งหมดให้เรียบร้อย
- รอให้ประวัติการเงินดีขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน – 2 ปี
- สร้างประวัติการเงินใหม่ เช่น ผ่อนสินค้าและจ่ายตรงเวลา
- ลดภาระหนี้อื่น ๆ ก่อนยื่นกู้
Q : กู้ซื้อบ้านร่วมกันทำได้ไหม?
A : การกู้ซื้อบ้านร่วมกันสามารถทำได้ และเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อบ้านได้มากขึ้น เนื่องจากธนาคารจะพิจารณารายได้และภาระหนี้ของผู้กู้ทุกคนรวมกัน ทำให้มีความสามารถในการผ่อนชำระสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการกู้เพียงคนเดียว โดยการกู้ร่วมไม่สามารถทำกับใครก็ได้ โดยผู้กู้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน และสามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้
Q : ผู้ที่สามารถกู้บ้านร่วมกันได้ มีใครบ้าง?
A : ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน และสามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้
- ญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือบุตร
- พี่น้องต่างนามสกุล (ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นพ่อหรือแม่เดียวกัน)
- คู่สมรส / คู่รัก
- ทั้งจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน
- ต้องมีหลักฐานแสดงการอยู่ร่วมกัน
- ปัจจุบันบางธนาคารรองรับคู่รัก LGBTQ+ แล้ว
Q : เงินเดือนขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะซื้อบ้านได้?
A : สำหรับการขอสินเชื่อบ้านไม่มีเงินเดือนขั้นต่ำตายตัว เพราะธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และภาระหนี้ของผู้กู้เป็นหลัก โดยทั่วไป ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ประมาณ 30–40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้สามารถผ่อนต่อได้ในระยะยาวโดยไม่กระทบการใช้ชีวิตนั่นเองค่ะ
Q : มือใหม่อยากกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมตัวยังไง?
A : สำหรับมือใหม่ที่ต้องการขอสินเชื่อบ้าน ควรเริ่มจากการวางแผนให้รอบคอบ ดังนี้
- เลือกทำเลและโครงการที่เหมาะสม
- เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม
- ประเมินความสามารถในการผ่อน (ไม่ควรเกิน 30–40% ของรายได้)
- เปรียบเทียบดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากหลายธนาคาร
Q : สินเชื่อบ้านธนาคารไหนดีสุดในปี 2567?
A : แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยบ้าน, ระยะเวลาผ่อน และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา โดยดอกเบี้ย 3 ปีแรกของแต่ละธนาคารจะอยู่ประมาณ 3% – 6% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับโปรโมชันและคุณสมบัติผู้กู้)
Q : กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน เกิดจากอะไร?
A : สาเหตุที่ทำให้ขอสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน มีหลายปัจจัย เช่น
- ติดเครดิตบูโร หรือมีประวัติชำระหนี้ล่าช้า
- รายได้ไม่เพียงพอกับภาระผ่อน
- มีหนี้สินมากเกินไป
- อาชีพหรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ
สรุปสินเชื่อบ้าน 2567
สินเชื่อบ้านถือเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การเลือกประเภทสินเชื่อ การทำความเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยบ้าน ไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเอง
ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน ควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคาร ทั้งในด้านอัตราสินเชื่อบ้าน, ค่างวด และเงื่อนไขโดยรวม เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
นอกจากนีเสิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าลืมประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง และเผื่อความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวขึ้นในอนาคต เพื่อให้การมีบ้านเป็น ‘ความมั่นคง’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’
ขอบคุณข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย, AP Thai, DDproperty และแสนสิริ
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge








