JPY : ทำไมเงินเยนถึงขึ้นชื่อว่าอันตรายในช่วงสงคราม

JPY ช่วงสงคราม
Table of Contents

แม้ว่าผลกระทบของการรุกรานยูเครนของรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเงินเยนหรือ JPY ก็อ่อนค่าลงมากกว่าสกุลเงินหลักอื่น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเงินเยนนั้นอาจจะไม่ใช่สกุลเงินที่ปลอดภัยหรือที่หลบภัยสำหรับนักเทรดอีกต่อไป

JPY money

Safe Haven คืออะไร?

อันดับแรกเราควรรู้จักสิ่งที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยกันก่อนค่ะว่าคืออะไร สินทรัพย์ที่ปลอดภัยคือประเภทของการลงทุนที่คาดว่าจะรักษามูลค่าไว้หรือแข็งแกร่งขึ้นในช่วงที่ตลาดปั่นป่วนอย่างรุนแรง นักลงทุนทั่วโลกทั้งรายย่อยและสถาบัน ต่างก็หาหลบภัยเพื่อจำกัดแรงกดดันในพอร์ตการลงทุนของพวกเขา ลดการขาดทุนท่ามกลางภาวะตกต่ำของตลาดอย่างรุนแรงนั่นเอง

ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นเวลานาน เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอย, เศรษฐกิจชะลอตัว มูลค่าตลาดของการลงทุนส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เชิงระบบและวัฏจักรดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยนั้นจะเป็นสิ่งให้ที่พักพิงแก่นักลงทุนได้นั่นเอง


เหตุผลที่ทำให้สกุลเงินเยนเป็นสกุลเงินปลอดภัยหรือ Safe Haven

เหตุผลหลัก 3 ประการที่ว่าทำไมเงินเยนของญี่ปุ่นจึงถือเป็นที่หลบภัยของนักลงทุนทั่วโลกค่ะ นั่นก็คือ :

  • ญี่ปุ่นมีสถานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิที่เป็นบวกค่ะ เพราะฉะนั้นในยามวิกฤตเลยมีเรื่องราวเล่าว่านักลงทุนในญี่ปุ่นจำนวนมากต้องการขายทรัพย์สินต่างประเทศเพื่อส่งเงินทุนกลับประเทศจากต่างประเทศเพื่อเป็นกลยุทธ์ในการป้องกันประเทศด้วย สิ่งนี้เลยทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงินเยนซึ่งทำให้ราคาสูงขึ้น
  • เงินเยนมีอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ถึงติดลบ ทำให้เป็นสกุลเงินทั่วไปที่จะยืมเพื่อวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย (ยืมในสกุลเงินราคาถูกเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า) เมื่อเกิดวิกฤต ผู้คนมักจะขายสินทรัพย์และยืมเงินน้อยลง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาปิดสถานะการกู้ยืมที่มีอยู่ซึ่งทำให้เงินเยนขึ้นราคานั่นเอง
  • สุดท้าย เงินเยนเป็นที่หลบภัยเพราะนักลงทุนหลายคนเชื่อว่าเป็นที่หลบภัย แน่นอนว่าได้ดำเนินการตามที่คาดไว้ในช่วงวิกฤต แต่อาจเป็นเหตุผลเพียงเพราะผู้คนจำนวนมากแห่กันไปที่เงินเยน โดยคาดหวังว่าค่าเงินจะคงค่าหรือแข็งค่าขึ้น (อุปทานหมู่นั่นเอง)

สถานการณ์เงินเยน (JPY) ในช่วงนี้

ค่าเงินญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 2.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในระหว่างวันที่ 7 มีนาคม ซึ่งอ่อนค่าลงจนถึงช่วงกลาง 118 หลังจากลอยตัวอยู่ที่ประมาณ 114 ถึง 115 เยนต่อดอลลาร์หลังจากการบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. แถมยังเริ่มอ่อนค่าลงเร็วขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่ามกลางราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

เงินเยนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แย่ที่สุดในช่วงเวลานั้น เทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่พึ่งพาทรัพยากรที่นำเข้ามาอย่างหนัก เช่น ลีราตุรกีและเงินวอนของเกาหลีใต้ด้วยค่ะ

ญี่ปุ่นเปลี่ยนจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกซึ่งหนุนแรงดึงดูดของนักลงทุนต่อเงินเยนในช่วงสงคราม ภัยธรรมชาติ และวิกฤตอื่น ๆ และขณะนี้ราคาทรัพยากรที่สูงส่งน้ำหนักมากขึ้นในดุลบัญชีเดินสะพัด ความกังวลมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าค่าเงินอาจถูกผลักให้ร่วงลงเมื่อค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดของประเทศกว้างขึ้น

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.19 ล้านล้านเยน (10.1 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนมกราคมโดยอ้างจากกระทรวงการคลัง ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับสองเป็นประวัติการณ์ด้วยค่ะ

แถมบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นได้ขยายการดำเนินงานในต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงการส่งออกจากญี่ปุ่นน้อยลงและการซื้อเยนน้อยลงเพื่อแปลงรายได้สกุลเงินต่างประเทศอีกด้วยค่ะ แม้ว่าบริษัทต่าง ๆ จะจองรายได้จากบริษัทในเครือในต่างประเทศมากขึ้น แต่ก็มักจะไม่ใช่การส่งออกจากญี่ปุ่นเอง นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเเหตุที่ทำให้เงินเยนมีสินอ่อนค่าลงได้


สรุปสถานการณ์ JPY

ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุน แต่ในบางสถานการณ์ สกุลเงินของญี่ปุ่นนั้นก็อาจจะไม่ใช่หลุมหลบภัยที่ดี โดยเฉพาะในช่วงสมครามที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นเทรดเดอร์ทั้งหลายควรระมัดระวังนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : capital

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : คลิกที่นี่

คลังความรู้จากคุณน้า : คลิกที่นี่

คุณน้า

คุณน้า

คุณน้าเป็นเทรดเดอร์ที่คลุกคลีอยู่ในตลาดต่าง ๆ ร่วม 10 ปี จึงอยากนำความรู้ที่มีมาแบ่งปันให้กับทุกคน

Recent Post

DR และ DRx ทางเลือกใหม่ของการลงทุนต่างประเทศ ทำไมนักลงทุนต้องรู้จัก

DR และ DRx ทางเลือกใหม่ของการลงทุนต่างประเทศ ทำไมนักลงทุนต้องรู้จัก ?

ต้องการลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่เงินทุนน้อย แถมไม่ชอบกองทุนรวม ทำอย่างไรดี!? ไปติดตามกันกับ DR และ DRx ทางเลือกใหม่ของการลงทุนต่างประเทศ

Gen Z กับการลงทุนเปลี่ยนโลกของคนยุคใหม่

Gen Z กับการลงทุนเปลี่ยนโลกของคนยุคใหม่

ช่วงวัยของคนที่แตกต่างกัน ทำให้คนมีมุมมอง ความคิด ความชอบ ตลอดจนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย และสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน โดยช่วงวัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ คือ ‘Gen Z’