การ ซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เป็นทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ที่ช่วยสร้างรายได้จากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้นค่ะ แม้ทั้งสองสินทรัพย์จะมีลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยประจำเหมือนกัน แต่ระดับความเสี่ยง ผลตอบแทน และความน่าเชื่อถือของผู้ใช้ออกตราสารนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในบทความนี้ คุณน้าจะพามาเจาะลึกว่า ตราสารหนี้ หุ้นกู้ และพันธบัตรรัฐบาล คืออะไร พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ช่องทางการซื้อ และวิธีเลือกให้เหมาะกับพอร์ตของคุณค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและมีโอกาสสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
ตราสารหนี้ คืออะไร? ทำความรู้จักภาพรวมก่อนเริ่มลงทุน
ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่าง “ผู้ออกตราสาร” (ผู้กู้ หรือ ลูกหนี้) และ “ผู้ลงทุน” (ผู้ให้กู้ หรือ เจ้าหนี้) โดยผู้ออกตราสารจะมีสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” ตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และจะชำระคืน “เงินต้น” เต็มจำนวนเมื่อตราสารนั้นครบกำหนดอายุค่ะ
การลงทุนในตราสารหนี้จึงถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี เพราะมีการกำหนดกระแสเงินสดรับที่แน่นอน ต่างจากการลงทุนในหุ้นสามัญที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทและการเติบโตของราคาหุ้น
หากต้องการศึกษาประเภทของตราสารหนี้อย่างเจาะลึก คลิกอ่านต่อได้ที่ พันธบัตรและตราสารหนี้ 4 ประเภท เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างหลักก่อนเริ่มวางแผนลงทุนได้เลยค่ะ
หุ้นกู้ คืออะไร? ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลอย่างไร
แม้ว่าทั้งสองสิ่งจะจัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้เหมือนกัน แต่จุดต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่ “ผู้ออกตราสาร” และ “ระดับความเสี่ยง” ค่ะ
- พันธบัตรรัฐบาล คืออะไร: ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนไปใช้บริหารประเทศหรือทำโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ จุดเด่นคือมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำมาก จนถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ประเภทอื่นในตลาด เนื่องจากมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันความน่าเชื่อถือ
- หุ้นกู้ คืออะไร: ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ขยายกิจการ ชำระหนี้เดิม หรือลงทุนในโครงการใหม่ ความเสี่ยงของหุ้นกู้จะขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และความน่าเชื่อถือของบริษัทเอกชนผู้ออกตราสารนั้น ๆ
ซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรรัฐบาลดีกว่ากัน? เปรียบเทียบความแตกต่าง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ คุณน้าได้ทำตารางเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนมาให้พิจารณาดังนี้ค่ะ
[ข้อมูลอัตราผลตอบแทนและเงื่อนไขการหักภาษีอ้างอิงตามประกาศกรมสรรพากรและสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)]

คำแนะนำจากคุณน้า
การเลือกซื้อไม่ได้มีคำตอบที่ผิดหรือถูก แต่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรารับได้ค่ะ หากต้องการรักษาเงินต้นอย่างปลอดภัยที่สุดควรเลือกพันธบัตรรัฐบาล แต่หากต้องการเพิ่มกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การแบ่งเงินบางส่วนมาลงในหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีก็นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ
เจาะลึกการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
เมื่อทราบความแตกต่างระหว่างหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลแล้ว ต่อไปนี้คุณน้าจะพาไปดูรายละเอียดการซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ทีละประเภท เริ่มจากพันธบัตรรัฐบาลกันก่อนค่ะ
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาวและต้องการความแน่นอนของผลตอบแทน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนวัยเกษียณหรือผู้ที่ต้องการพักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม พันธบัตรรัฐบาลก็ยังมีความเสี่ยงที่ควรทราบ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) หากต้องการขายคืนในตลาดรองก่อนครบกำหนดอายุ ราคาอาจต่ำกว่าที่ซื้อมา และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk) ที่อาจทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลงหากอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงนั้นค่ะ
พันธบัตรรัฐบาลซื้อยังไง? / ช่องทางการซื้อ
ในปัจจุบัน รัฐบาลได้ปรับปรุงช่องทางการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ให้เข้าถึงง่ายขึ้นมาก โดยแบ่งเป็น 2 ช่องทางหลักดังนี้ค่ะ
1. ซื้อผ่านแอปพลิเคชัน (วอลเล็ต สบม. บนแอปเป๋าตัง)
- จุดเด่น: เริ่มต้นลงทุนเพียง 100 บาทเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือน กรกฎาคม ปี 2026) ซื้อขายง่ายผ่าน smartphone สะดวกและรวดเร็ว (ข้อมูลอ้างอิงจากประกาศกระทรวงการคลังและ ThaiBMA)
- การรับดอกเบี้ย: โอนเข้าบัญชีวอลเล็ต สบม. อัตโนมัติตามงวดที่กำหนด
2. ซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์และตัวแทนจำหน่าย
- จุดเด่น: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนจำนวนมาก หรือต้องการคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร (เช่น ธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงไทย)
- ขั้นต่ำการจอง: โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไป (ข้อมูล ณ เดือน กรกฎาคม ปี 2026)
เจาะลึกการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน
หลังจากทำความเข้าใจการซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาลฝั่งภาครัฐไปแล้ว มาดูกันต่อว่าฝั่งหุ้นกู้เอกชนมีรายละเอียดการลงทุนอย่างไรบ้างค่ะ
หุ้นกู้เอกชนเป็นตัวช่วยเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตให้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ แต่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องอ่านงบการเงินและวิเคราะห์ความเสี่ยงของบริษัทผู้ออกตราสารให้รอบคอบก่อนเสมอค่ะ
หุ้นกู้ซื้อที่ไหนได้บ้าง? / วิธีซื้อหุ้นกู้
1. ซื้อในตลาดเสนอขายครั้งแรก (IPO)
เป็นการจองซื้อหุ้นกู้ออกใหม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่าย หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชันทางการเงิน เช่น แอป TrueMoney, แอป Krungthai NEXT หรือแอปพลิเคชันของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ
2. ซื้อขายในตลาดรอง (Secondary Market)
หากจองซื้อในตลาดแรกไม่ทัน หรือต้องการขายหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดอายุ สามารถทำการซื้อขายผ่านตลาดรองได้ โดยติดต่อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการเป็นผู้ค้าตราสารหนี้ค่ะ
การดูอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
ก่อนเลือกซื้อหุ้นกู้เอกชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเช็ก Credit Rating ที่ประเมินโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings Thailand โดยแบ่งระดับได้ดังนี้:
- Investment Grade (กลุ่มน่าลงทุน): ตั้งแต่ระดับ AAA (เสี่ยงต่ำที่สุด) ไปจนถึง BBB- เป็นกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือสูงและโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ
- High Yield / Junk Bond (กลุ่มเก็งกำไร): ตั้งแต่ระดับ BB+ ลงไป หรือ Unrated (ไม่มีการจัดอันดับ) กลุ่มนี้จะเสนออัตราดอกเบี้ยสูงมากเพื่อจูงใจ แต่มีความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้หรือขาดสภาพคล่องสูงมากเช่นกันค่ะ
ความเสี่ยงหุ้นกู้ และสิ่งสำคัญที่ต้องเช็กก่อนลงทุน
แม้หุ้นกู้จะให้ดอกเบี้ยน่าดึงดูดใจ แต่การลงทุนในตราสารหนี้เอกชนมีความเสี่ยงหลัก ๆ 3 ด้านที่ต้องระมัดระวังค่ะ
- ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk): บริษัทไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนดเมื่อครบสัญญา
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk): หุ้นกู้ไม่มีตลาดกลางในการซื้อขายเหมือนหุ้นสามัญ หากต้องการใช้เงินด่วนอาจขายเปลี่ยนเป็นเงินสดในตลาดรองได้ยาก หรืออาจต้องยอมขายลดราคา
- ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ราคาของหุ้นกู้ตัวเดิมในตลาดรองจะมีมูลค่าลดลง
คำแนะนำจากคุณน้า
1. เช็ก Credit Rating ทุกครั้ง: ไม่ควรมองแค่อัตราดอกเบี้ยที่สูงอย่างเดียว ให้เน้นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) เป็นหลัก
2. กระจายการลงทุน (Diversification): กระจายเงินลงทุนในหุ้นกู้หลาย ๆ บริษัท หลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ควรทุ่มเงินก้อนใหญ่ไว้กับหุ้นกู้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง
3. อ่านเอกสารสรุปข้อมูลสำคัญ (Factsheet) และหนังสือชี้ชวน (Streaming Prospectus): ตรวจสอบสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนจองซื้อเสมอค่ะ
ก่อนตัดสินใจซื้อผ่านธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรทราบว่าผู้จัดจำหน่ายอาจได้รับค่าธรรมเนียมจากการขายตราสาร จึงควรศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ
นอกจากนี้ หลังเข้าลงทุนแล้ว ควรหมั่นทบทวนสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ตเป็นระยะ เพื่อไม่ให้กระจุกตัวอยู่กับผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่งมากเกินไป และควรระวังอคติ Anchoring ที่อาจทำให้ยึดติดกับหุ้นกู้ที่เคยลงทุนโดยไม่ทบทวนสถานะทางการเงินของบริษัทผู้ออกอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้จัดจำหน่ายหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ติดต่อได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกหลอกลงทุนในนามของหุ้นกู้ปลอมค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คุณน้ารวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล มาตอบให้ทุกคนหายสงสัยกันค่ะ
ซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ต้องเสียภาษีไหม?
ดอกเบี้ยรับจากทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนสำหรับบุคคลธรรมดา จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ในอัตรา 15% ค่ะ โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกยื่นหรือไม่ยื่นรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีก็ได้ (Final TAX)
มีเงินทุนน้อย สามารถเริ่มต้นซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ได้ไหม?
ได้ค่ะ หากเริ่มต้นด้วยเงินทุนไม่มาก แนะนำให้เลือกพันธบัตรรัฐบาลผ่านวอลเล็ต สบม. ซึ่งเริ่มต้นเพียง 100 บาทเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือน กรกฎาคม ปี 2026) ส่วนหุ้นกู้เอกชนในตลาดเสนอขายทั่วไปส่วนใหญ่จะกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีบางรุ่นที่นำมาเสนอขายผ่านแอปพลิเคชันด้วยขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 1,000–10,000 บาท (ข้อมูล ณ เดือน กรกฎาคม ปี 2026) ค่ะ
หากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ล้มละลาย จะเกิดอะไรขึ้น?
หากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้มีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนจากสินทรัพย์ของบริษัทก่อนผู้ถือหุ้นสามัญค่ะ อย่างไรก็ตาม กระบวนการบังคับคดีอาจใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่ครบเต็มจำนวน
สรุป การซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ให้เหมาะกับพอร์ต
การ ซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้สม่ำเสมอและช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุน สำหรับมือใหม่หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ การเริ่มต้นด้วยพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยที่สุด
ส่วนผู้ที่ต้องการยกระดับผลตอบแทนให้สูงขึ้น การแบ่งสัดส่วนมาลงทุนในหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) ก็จะช่วยให้เป้าหมายทางการเงินสำเร็จได้เร็วขึ้นค่ะ
หากต้องการศึกษาเทคนิคการวางแผนพอร์ตและกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ การจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้เลยค่ะ
การลงทุนมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง นักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ จึงควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
บทความนี้จัดทำโดยทีมงานคุณน้าพาเทรด โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างเนื้อหาบางส่วน และผ่านการตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







