ดอกเบี้ยลอยตัว คืออะไร? รู้ไว้ช่วยประหยัดเงินได้หลักแสน

ดอกเบี้ยลอยตัว ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและการวางแผนผ่อนบ้าน
Table of Contents

ดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงตามการประกาศของธนาคารและสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นค่ะ หลายคนที่กำลังกู้ซื้อบ้าน ทำสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือสินเชื่อระยะยาว มักจะต้องเจออัตราดอกเบี้ยประเภทนี้หลังจากหมดช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดผ่อนชำระและเงินต้นในแต่ละเดือนโดยตรง ในบทความนี้ คุณน้าจะพาไปเจาะลึกว่าอัตราดอกเบี้ยลอยตัวทำงานอย่างไร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่แค่ไหน และวางแผนรับมืออย่างไรให้ประหยัดเงินได้มากที่สุดค่ะ

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด การกู้ยืมและการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและอาจทำให้สูญเสียเงินต้นได้ และผลการดำเนินงานหรือข้อมูลในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

ดอกเบี้ยลอยตัว คืออะไร?

ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ย ที่ไม่มีการกำหนดตัวเลขคงที่ตลอดอายุสัญญา แต่จะปรับขึ้นหรือลงตามต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินและสภาวะตลาด โดยธนาคารมักกำหนดอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้โดยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมาตรฐาน เช่น MRR (Minimum Retail Rate), MLR (Minimum Loan Rate) หรือ MOR (Minimum Overdraft Rate) บวกหรือลบด้วยอัตราส่วนที่กำหนด เช่น MRR – 1.5% ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารปรับเปลี่ยน ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจริงก็จะปรับเปลี่ยนตามไปด้วยทันทีค่ะ

ทำไมอัตราดอกเบี้ยถึงปรับขึ้นลง? ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องรู้

การที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวมีการปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลกค่ะ

เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น หรือเมื่อระดับ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ขยายตัวจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางก็มักจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ความต้องการกู้ยืมและกำลังซื้อลดลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ธนาคารกลางก็จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวปรับลดลง ทำให้ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงนั่นเองค่ะ

ดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลอยตัว ต่างกันอย่างไร?

ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกล็อกไว้เท่าเดิมตลอดระยะเวลาที่ระบุในสัญญา (เช่น คงที่ 3 ปีแรก) ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทำให้ค่างวดที่ผ่อนเท่ากันทุกเดือนและคำนวณง่าย ส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะผันผวนตามประกาศของธนาคาร ทำให้สัดส่วนการตัดเงินต้นและดอกเบี้ยเปลี่ยนไปตามทิศทางดอกเบี้ยในตลาดค่ะ

หัวข้อเปรียบเทียบดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)
การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลาสัญญาปรับขึ้น-ลงตามประกาศธนาคาร
ผลกระทบช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นปลอดภัย จ่ายอัตราเดิมภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ค่างวดตัดเงินต้นน้อยลง
ผลกระทบช่วงดอกเบี้ยขาลงเสียโอกาส ไม่ได้ลดดอกเบี้ยตามตลาดได้ประโยชน์ ดอกเบี้ยลดลง ตัดเงินต้นได้มากขึ้น
ความสะดวกในการวางแผนวางแผนง่าย ค่างวดแน่นอนต้องคอยติดตามข่าวสารและสภาวะตลาด
ความเหมาะสมเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการความแน่นอนเหมาะกับช่วงดอกเบี้ยขาลง หรือผู้ที่วางแผนโปะหนี้เร็ว

ดอกเบี้ยลอยตัว เปรียบเทียบดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลอยตัว

ดอกเบี้ยลอยตัว ดีไหม? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับเรา

การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวมีทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องระวังค่ะ หากอยู่ในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลง อัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะช่วยให้ผู้กู้ประหยัดค่าดอกเบี้ยได้อย่างมาก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในช่วงโปรโมชันเริ่มต้นมักถูกเสนอมาในอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยคงที่เพื่อจูงใจลูกค้ารายย่อย แต่หากเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ผู้กู้จะรับความเสี่ยงจากยอดภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกจึงขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนค่ะ

คุณน้าขอยกตัวอย่าง: ดอกเบี้ยลอยตัว คิดยังไง?

คุณน้าขอยกตัวอย่างกรณีสินเชื่อบ้าน ยอดกู้คงเหลือ 3,000,000 บาท ผ่อนค่างวดเดือนละ 20,000 บาท หากธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิง MRR – 1.5%

  • กรณีที่ 1 (อัตราดอกเบี้ยปกติ): สมมติ MRR เท่ากับ 7.0% ต่อปี (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยจริงในปัจจุบัน โปรดตรวจสอบอัตรา MRR ล่าสุดของแต่ละธนาคารได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย bot.or.th) อัตราดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 7.0% – 1.5% = 5.5% ต่อปี
    • ดอกเบี้ยเดือนนี้คิดเป็นประมาณ: $(3,000,000 \times 5.5\% \times 30) / 365 = 13,561$ บาท
    • ค่างวด 20,000 บาท จะนำไปตัดดอกเบี้ย 13,561 บาท และตัดเงินต้นได้ 6,439 บาท
  • กรณีที่ 2 (อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น): หากต่อมาธนาคารประกาศปรับขึ้น MRR เป็น 7.5% อัตราดอกเบี้ยจ่ายจริงจะเปลี่ยนเป็น 7.5% – 1.5% = 6.0% ต่อปี
    • ดอกเบี้ยเดือนนี้คิดเป็นประมาณ: $(3,000,000 \times 6.0\% \times 30) / 365 = 14,794$ บาท
    • ค่างวด 20,000 บาทเดิม จะนำไปตัดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 14,794 บาท ทำให้เหลือตัดเงินต้นเพียง 5,206 บาทเท่านั้น

ข้อสังเกตเพิ่มเติม


คำถามที่พบบ่อย ดอกเบี้ยลอยตัว

ดอกเบี้ยคงที่ กับ ลอยตัว ต่างกันอย่างไร?

ดอกเบี้ยคงที่จะล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นตัวเลขที่แน่นอนตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้ค่างวดที่จ่ายคงที่ ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวจะปรับขึ้นหรือลงตามการประกาศของธนาคารและสภาวะตลาด ทำให้สัดส่วนการตัดเงินต้นและดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปค่ะ

เมื่อเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยลอยตัว ควรรับมืออย่างไร?

ควรติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอเจรจาปรับลดดอกเบี้ย (Retention) หรือเปรียบเทียบข้อเสนอเพื่อย้ายไปธนาคารอื่น (Refinance) เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง รวมถึงการจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น (โปะเงินต้น) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยสะสมค่ะ

อัตราดอกเบี้ย MRR เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยลอยตัวอย่างไร?

MRR (Minimum Retail Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารใช้คิดกับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในรูป MRR บวกหรือลบด้วยเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เมื่อ MRR เปลี่ยน ดอกเบี้ยที่คุณจ่ายจริงก็จะเปลี่ยนตามค่ะ

สรุปเกี่ยวกับดอกเบี้ยลอยตัว

ดอกเบี้ยลอยตัว เป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและการประกาศของสถาบันการเงิน การเข้าใจกลไกของอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ช่วยให้ผู้กู้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินสำรองในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น การวางแผนรีไฟแนนซ์ หรือการบริหารจัดสรรรายได้เพื่อผ่อนชำระเงินต้นให้หมดเร็วที่สุด นอกจากนี้ มนุษย์เงินเดือนที่กำลังวางแผนจัดการภาระหนี้สินบ้านและต้องการบริหารเงินอย่างคุ้มค่า สามารถศึกษาเรื่องการนำดอกเบี้ยบ้านไปใช้สิทธิยื่นภาษีออนไลน์ เพื่อช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มเติมได้อีกทางค่ะ

การลงทุนและการกู้ยืมมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง ผู้อ่านอาจสูญเสียเงินต้นหรือต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด

เนื้อหาบทความนี้จัดทำขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการร่างเนื้อหาเบื้องต้น และผ่านการตรวจสอบและปรับแก้โดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สมาคมธนาคารไทย


สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers

บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing

คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge

Picture of khunnaphatrade
khunnaphatrade
Table of Contents
Recent Post
Recent Post
ดอกเบี้ยลอยตัว ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและการวางแผนผ่อนบ้าน
ดอกเบี้ยลอยตัว คืออะไร? รู้ไว้ช่วยประหยัดเงินได้หลักแสน

ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) พร้อมเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยคงที่ และเทคนิคการวางแผนผ่อนบ้านเพื่อประหยัดดอกเบี้ยให้ได้มากที่สุด

ตะกร้าเงิน เทคนิคบริหารเงินส่วนบุคคลสำหรับมือใหม่
ตะกร้าเงิน คืออะไร? วิธีแบ่งเงินใส่ตะกร้าฉบับมือใหม่

ตะกร้าเงิน คือระบบจัดสรรรายได้ตามวัตถุประสงค์ที่ช่วยแก้ปัญหาเงินเก็บไม่อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณน้าสรุปเทคนิคบริหารเงินส่วนบุคคลและวิธีแบ่งเงินใส่ตะกร้าแบบเข้าใจง่ายให้แล้วค่ะ

กลไกราคา คืออะไร ระบบตลาดและกลไกราคาสำหรับมือใหม่
กลไกราคา คืออะไร? เข้าใจระบบตลาดก่อนเริ่มบริหารเงินเดือน

กลไกราคา คือหลักการพื้นฐานเรื่องการกำหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพรอบตัวเรา คุณน้าสรุปเรื่องดุลยภาพตลาดและระบบดอกเบี้ยคงที่ vs ลอยตัว มาให้แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คนทำงานออฟฟิศใช้วางแผนบริหารเงินเดือนได้อย่างยั่งยืนค่ะ

Demand Supply โซนอุปสงค์และอุปทานในการเทรด Forex
Demand Supply คืออะไร? รู้ไว้เทรดไม่หลงทาง

Demand Supply คือหลักการอุปสงค์และอุปทานที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของราคาในตลาด Forex เรียนรู้วิธีหา Demand Supply Zone รูปแบบ DBR RBD และวิธีวาดโซนอย่างถูกต้องเพื่อวางแผนเทรดอย่างปลอดภัยกับคุณน้าค่ะ

ทางเว็บไซต์ คุณน้าพาเทรด
ได้มีการใช้คุกกี้เพื่อช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของเราดียิ่งขึ้น


Privacy Policy