ดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงตามการประกาศของธนาคารและสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นค่ะ หลายคนที่กำลังกู้ซื้อบ้าน ทำสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือสินเชื่อระยะยาว มักจะต้องเจออัตราดอกเบี้ยประเภทนี้หลังจากหมดช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดผ่อนชำระและเงินต้นในแต่ละเดือนโดยตรง ในบทความนี้ คุณน้าจะพาไปเจาะลึกว่าอัตราดอกเบี้ยลอยตัวทำงานอย่างไร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่แค่ไหน และวางแผนรับมืออย่างไรให้ประหยัดเงินได้มากที่สุดค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด การกู้ยืมและการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและอาจทำให้สูญเสียเงินต้นได้ และผลการดำเนินงานหรือข้อมูลในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
ดอกเบี้ยลอยตัว คืออะไร?
ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ย ที่ไม่มีการกำหนดตัวเลขคงที่ตลอดอายุสัญญา แต่จะปรับขึ้นหรือลงตามต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินและสภาวะตลาด โดยธนาคารมักกำหนดอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้โดยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมาตรฐาน เช่น MRR (Minimum Retail Rate), MLR (Minimum Loan Rate) หรือ MOR (Minimum Overdraft Rate) บวกหรือลบด้วยอัตราส่วนที่กำหนด เช่น MRR – 1.5% ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารปรับเปลี่ยน ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจริงก็จะปรับเปลี่ยนตามไปด้วยทันทีค่ะ
ทำไมอัตราดอกเบี้ยถึงปรับขึ้นลง? ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องรู้
การที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวมีการปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลกค่ะ
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น หรือเมื่อระดับ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ขยายตัวจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางก็มักจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ความต้องการกู้ยืมและกำลังซื้อลดลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ธนาคารกลางก็จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวปรับลดลง ทำให้ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงนั่นเองค่ะ
ดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลอยตัว ต่างกันอย่างไร?
ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกล็อกไว้เท่าเดิมตลอดระยะเวลาที่ระบุในสัญญา (เช่น คงที่ 3 ปีแรก) ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทำให้ค่างวดที่ผ่อนเท่ากันทุกเดือนและคำนวณง่าย ส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะผันผวนตามประกาศของธนาคาร ทำให้สัดส่วนการตัดเงินต้นและดอกเบี้ยเปลี่ยนไปตามทิศทางดอกเบี้ยในตลาดค่ะ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) | ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) |
|---|---|---|
| การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย | คงที่ตลอดระยะเวลาสัญญา | ปรับขึ้น-ลงตามประกาศธนาคาร |
| ผลกระทบช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น | ปลอดภัย จ่ายอัตราเดิม | ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ค่างวดตัดเงินต้นน้อยลง |
| ผลกระทบช่วงดอกเบี้ยขาลง | เสียโอกาส ไม่ได้ลดดอกเบี้ยตามตลาด | ได้ประโยชน์ ดอกเบี้ยลดลง ตัดเงินต้นได้มากขึ้น |
| ความสะดวกในการวางแผน | วางแผนง่าย ค่างวดแน่นอน | ต้องคอยติดตามข่าวสารและสภาวะตลาด |
| ความเหมาะสม | เหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการความแน่นอน | เหมาะกับช่วงดอกเบี้ยขาลง หรือผู้ที่วางแผนโปะหนี้เร็ว |

ดอกเบี้ยลอยตัว ดีไหม? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับเรา
การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวมีทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องระวังค่ะ หากอยู่ในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลง อัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะช่วยให้ผู้กู้ประหยัดค่าดอกเบี้ยได้อย่างมาก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในช่วงโปรโมชันเริ่มต้นมักถูกเสนอมาในอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยคงที่เพื่อจูงใจลูกค้ารายย่อย แต่หากเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ผู้กู้จะรับความเสี่ยงจากยอดภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกจึงขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนค่ะ
คุณน้าขอยกตัวอย่าง: ดอกเบี้ยลอยตัว คิดยังไง?
คุณน้าขอยกตัวอย่างกรณีสินเชื่อบ้าน ยอดกู้คงเหลือ 3,000,000 บาท ผ่อนค่างวดเดือนละ 20,000 บาท หากธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิง MRR – 1.5%
- กรณีที่ 1 (อัตราดอกเบี้ยปกติ): สมมติ MRR เท่ากับ 7.0% ต่อปี (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยจริงในปัจจุบัน โปรดตรวจสอบอัตรา MRR ล่าสุดของแต่ละธนาคารได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย bot.or.th) อัตราดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 7.0% – 1.5% = 5.5% ต่อปี
- ดอกเบี้ยเดือนนี้คิดเป็นประมาณ: $(3,000,000 \times 5.5\% \times 30) / 365 = 13,561$ บาท
- ค่างวด 20,000 บาท จะนำไปตัดดอกเบี้ย 13,561 บาท และตัดเงินต้นได้ 6,439 บาท
- กรณีที่ 2 (อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น): หากต่อมาธนาคารประกาศปรับขึ้น MRR เป็น 7.5% อัตราดอกเบี้ยจ่ายจริงจะเปลี่ยนเป็น 7.5% – 1.5% = 6.0% ต่อปี
- ดอกเบี้ยเดือนนี้คิดเป็นประมาณ: $(3,000,000 \times 6.0\% \times 30) / 365 = 14,794$ บาท
- ค่างวด 20,000 บาทเดิม จะนำไปตัดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 14,794 บาท ทำให้เหลือตัดเงินต้นเพียง 5,206 บาทเท่านั้น
คำแนะนำจากคุณน้า
เมื่อสัญญากู้บ้านเข้าสู่ช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ให้รีบตรวจสอบสิทธิในการขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Retention) กับธนาคารเดิม หรือเตรียมยื่นขอรีไฟแนนซ์ (Refinance) ไปยังธนาคารใหม่ทันทีเพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยโปรโมชันใหม่ค่ะ
หากมีเงินก้อนสำรอง การโปะเงินต้นเพิ่มขึ้นในช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว จะช่วยลดเงินต้นสะสมได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยในงวดถัดไปลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
ข้อสังเกตเพิ่มเติม
ธนาคารอาจไม่ได้ปรับขึ้นค่างวดที่คุณผ่อนในทันทีเมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น แต่สัดส่วนของเงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยมากขึ้น และตัดเงินต้นน้อยลง ทำให้ระยะเวลาการผ่อนหนี้ตามสัญญายาวนานขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย ดอกเบี้ยลอยตัว
ดอกเบี้ยคงที่ กับ ลอยตัว ต่างกันอย่างไร?
ดอกเบี้ยคงที่จะล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นตัวเลขที่แน่นอนตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้ค่างวดที่จ่ายคงที่ ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวจะปรับขึ้นหรือลงตามการประกาศของธนาคารและสภาวะตลาด ทำให้สัดส่วนการตัดเงินต้นและดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปค่ะ
เมื่อเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยลอยตัว ควรรับมืออย่างไร?
ควรติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอเจรจาปรับลดดอกเบี้ย (Retention) หรือเปรียบเทียบข้อเสนอเพื่อย้ายไปธนาคารอื่น (Refinance) เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง รวมถึงการจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น (โปะเงินต้น) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยสะสมค่ะ
อัตราดอกเบี้ย MRR เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยลอยตัวอย่างไร?
MRR (Minimum Retail Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารใช้คิดกับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในรูป MRR บวกหรือลบด้วยเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เมื่อ MRR เปลี่ยน ดอกเบี้ยที่คุณจ่ายจริงก็จะเปลี่ยนตามค่ะ
สรุปเกี่ยวกับดอกเบี้ยลอยตัว
ดอกเบี้ยลอยตัว เป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและการประกาศของสถาบันการเงิน การเข้าใจกลไกของอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ช่วยให้ผู้กู้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินสำรองในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น การวางแผนรีไฟแนนซ์ หรือการบริหารจัดสรรรายได้เพื่อผ่อนชำระเงินต้นให้หมดเร็วที่สุด นอกจากนี้ มนุษย์เงินเดือนที่กำลังวางแผนจัดการภาระหนี้สินบ้านและต้องการบริหารเงินอย่างคุ้มค่า สามารถศึกษาเรื่องการนำดอกเบี้ยบ้านไปใช้สิทธิยื่นภาษีออนไลน์ เพื่อช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มเติมได้อีกทางค่ะ
การลงทุนและการกู้ยืมมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูง ผู้อ่านอาจสูญเสียเงินต้นหรือต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานคุณน้าพาเทรด
เนื้อหาบทความนี้จัดทำขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการร่างเนื้อหาเบื้องต้น และผ่านการตรวจสอบและปรับแก้โดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สมาคมธนาคารไทย
สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวโบรกเกอร์ : Review Brokers
บทความในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ : Investing
คลังความรู้จากคุณน้า : Knowledge







